ร.พ.เมตตาฯ ชวนป้องกัน “โรคตาขี้เกียจ” ในเด็ก

| |
อ่าน : 934

ที่มา : เฟซบุ๊กกรมการแพทย์

ร.พ.เมตตาฯ (วัดไร่ขิง) ชวนป้องกัน “โรคตาขี้เกียจ” ในเด็ก thaihealth

แฟ้มภาพ

แพทย์แนะโรคตาขี้เกียจในเด็กส่งผลให้การมองเห็นลดลง หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่เด็กมีโอกาสหายขาดสูงกว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที

นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคตาขี้เกียจ คือ โรคทางสายตาที่ทำให้ดวงตามองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง โรคนี้มักพบในเด็กช่วงอายุไม่เกิน 7 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีพัฒนาการทางการมองเห็น การตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ในระยะแรกจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้พัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กเป็นไปตามวัย โดยเด็กทุกคนมีโอกาสในการเกิดโรคตาขี้เกียจ ดังนั้นพ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของเด็กที่อยู่ในช่วงวัยก่อนเข้าเรียนหรืออายุประมาณ 3-4 ปี หากพบความผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที ทั้งนี้สาเหตุของโรคตาขี้เกียจที่พบบ่อยส่วนใหญ่เกิดจากภาวะตาเหล่ ภาวะสายตายาวหรือสั้นมากผิดปกติ โรคตาที่ทำให้เกิดการบดบังของการมองเห็น เช่น ภาวะหนังตาตก ภาวะต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคทางจอตาและระบบประสาทตา

แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคตาขี้เกียจเป็นภาวะที่การมองเห็นของดวงตาข้างใดข้างหนึ่งด้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง ดวงตาข้างที่เป็นโรคตาขี้เกียจจะมองเห็นมัวกว่าดวงตาข้างที่มองเห็นปกติ การตรวจพบโรคตาขี้เกียจตั้งแต่เด็กจะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งการรักษาจะทำได้ยากมากขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตามแนวทางในการรักษาจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยใช้งานดวงตาข้างที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เพื่อช่วยให้สมองทำงานประสานกับดวงตาข้างนั้นให้มากขึ้น และรักษาความผิดปกติของสายตาที่เป็นต้นเหตุ โดยอาจใช้การรักษาหลายวิธีควบคู่กัน อาทิ การรักษาโดยการผ่าตัด การใช้แว่นสายตา ในกรณีที่มีตาเหล่หรือเริ่มมีอาการของตาขี้เกียจจะรักษาโดยการกระตุ้น โดยให้ปิดตาข้างที่ดีเพื่อให้ตาข้างที่ด้อยกว่าได้ใช้งาน ควรปิดตาตามที่แพทย์สั่งจนกว่าสายตาทั้งสองข้างจะมองเห็นเป็นปกติ ซึ่งแต่ละรายอาจจะใช้เวลาไม่เท่ากัน การรักษาโรคตาขี้เกียจมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง ซึ่งมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของการรักษา โดยจะต้องดูแลให้เด็กปิดตาในข้างที่กำลังรักษาตามเวลาที่แนะนำ และไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ขอแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองหมั่นสังเกตพฤติกรรมในการมองเห็นของลูกหลาน หากพบความผิดปกติควรรีบรักษาโดยจักษุแพทย์ทันที

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ประกาศสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประเมินผล กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 - การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา - ชีวิตดีเริ่มที่เรา
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 - หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม