วัยเก๋าสอนลูกหลานโตมาไม่เป็นหนี้ยึดหลักพอเพียง

| |
อ่าน : 3,413

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

วัยเก๋าสอนลูกหลานโตมาไม่เป็นหนี้ยึดหลักพอเพียง thaihealth

วัยเก๋าสอนลูกหลาน โตมาไม่เป็นหนี้ 'ยึดหลักพอเพียง พอดี พอประมาณ'

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเลือกเป็น "หนี้สิน" ที่หลายคนอาจประสบพบเจอได้ ทั้งคนธรรมดา วัยรุ่น วัยทำงาน และคนดังมีชื่อเสียง ที่หากใช้ชีวิตไม่พอดีก็อาจทำให้ต้องไปหยิบยืมทรัพย์สินของผู้อื่น ที่สำคัญปัญหาการมีหนี้สินยังส่งผลต่อทั้งเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต ลามไปจนถึงโรคซึมเศร้าและการคิดฆ่าตัวตาย นี่เองจึงทำให้หลายคนยกให้การ "ไม่เป็นหนี้คือลาภอันประเสริฐ" ...เพื่อเป็นการเตือนสติคนรุ่นลูกหลานไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบัตรเครดิต ที่สามารถรูดเงินสดได้แบบไม่อั้น หรือเป็นหนี้ โดยการนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ที่อาจพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งชดใช้ไม่หมด ตลอดจนเป็นหนี้เพราะอยากมี อยากได้แบบเพื่อน หรือแม้แต่การยกย่องคนที่มีฐานะร่ำรวย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นความไม่รู้จักพอ

อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพจาก สสส. ให้ข้อมูลว่า "หัวใจสำคัญในการไม่เป็นหนี้ให้ยึดหลักความ พอเพียง พอดี และ พอประมาณ แต่สิ่งที่กล่าวมาอาจจะทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นก็อยากให้พ่อแม่เป็นแบบอย่างให้ลูกรู้จักความพอดี พอประมาณ รู้จักที่จะอดได้ รอได้ และหากอะไรก็ตามที่ยังไม่ถึงเวลาก็ต้องไม่ตีอกชกตัว ในส่วนของโรงเรียนต้องเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้กับเยาวชน เพราะถือเป็นสถานที่ซึ่งเด็กๆ มักจะอวดความมั่งมี เช่น เอาโทรศัพท์มือถือมาอวดเพื่อนๆ หรือการที่พ่อแม่ฐานะดีขับรถหรูมาส่งลูกหลาน เป็นต้น

"ครูอาจารย์สามารถช่วยป้องกันค่านิยมที่ฟุ้งเฟ้อให้กับเด็ก เพื่อโตไปไม่เป็นหนี้สิน โดยการที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความดีและความถูกต้องมาก่อนเสมอ เช่น ไม่ยกย่องพ่อแม่ที่มีฐานะ หรือผู้ที่มียศ มีตำแหน่งงานใหญ่โตว่าเป็นคนดี หรือควรเลียนแบบ แต่ให้ชื่นชมผู้ปกครองที่ทำความดี เช่น การที่ขี่จักรยานพาลูกมาส่งโรงเรียนเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ชื่นชม และยังมีประโยชน์ในแง่ของการออกกำลังกาย รวมไปถึงเด็กๆ ที่ต้องขี่จักรยานมาโรงเรียนเอง และไม่ยกย่องคนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมถึงคนที่ชอบแข่งขันอวดศักดิ์ศรีกันด้วยความมั่งมีหรือความมีหน้ามีตาในสังคม"

ที่สำคัญอยากบอกว่าผู้ที่เป็นหนี้สินเป็นความทุกข์ที่แสนจะยั่งยืน และปัจจุบันคนไม่กลัวการเป็นหนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นนโยบายจากภาครัฐที่กระตุ้นให้คนมีบัตรเครดิต หรือแม้แต่นโยบายรถคันแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ หรือเป็นแรงกระตุ้นให้คนอยากมี อยากได้ ที่สำคัญไม่ใช่คนไม่กลัวการเป็นหนี้สินเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้คนไม่คิดถึงอนาคต คิดถึงแต่วันนี้ โดยไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ในที่สุดก็เป็นหนี้ล้นพ้นตัว ทำให้ชีวิตอับปางลง รวมถึงครอบครัวก็พังทลายลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากเด็กๆ ยุคใหม่ไม่อยากเป็นหนี้ก็ต้องรู้จัก "ยับยั้งชั่งใจ" ตลอดจน "ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างเรื่องการประหยัด อดออม และประมาณตน" รวมถึงสังคมเองก็ต้องร่วมกันเสนอแนวทางที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้คนรู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เช่น "การยกย่องเชิดหน้าชูตาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่แบบพอเพียง" เพื่อให้เป็นไอดอลของเด็กยุคใหม่ ลดการฟุ้งเฟ้อและเป็นหนี้สิน

ด้าน ป้ามะลิ พูนสวัสดิ์ คลังปัญญาผู้สูงอายุ จ.สมุทรปราการ และครูเกษียณราชการ ให้แนวคิดว่า หลักการสอนลูกหลานไม่ให้เป็นหนี้สินก่อนวัยอันควร คือ "ความพอเพียง" และที่สำคัญจะต้อง "ไม่ตามเพื่อน" เมื่อเห็นเพื่อนใช้โทรศัพท์มือถือราคาแพง แต่เราสามารถคบเพื่อนได้ ที่สำคัญเด็กๆ ต้องรู้ฐานะของตัวเอง โดยเฉพาะการเก็บเงินไปใช้ในการเรียนหนังสือ หรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น สิ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะใช้มือถือไม่ได้ แต่อาจเป็นราคาที่ไม่สูงมาก และก็ต้องรู้จักใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็นเหยื่อของโซเชียล ทั้งการถูกหลอกให้โอนเงิน หรือทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม

"สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กวัยรุ่น คือการมุ่งเน้นการศึกษาหาความรู้ให้มากกว่าระดับปริญญาตรี การใช้ของแพงตามเพื่อน ตรงนี้อยากเห็นเด็กๆ ลองคิดใหม่ว่า เราอายุแค่นี้ยังหาเงินเองไม่ได้ ดังนั้นหากอยากได้อะไรที่ราคาสูง ก็อยากให้มองว่าพ่อแม่ที่ส่งเสียเราอาจต้องทำงานหนักและยากลำบาก แต่จะดีที่สุดหากว่าเด็กๆ อยากได้อะไรแล้วเก็บเงินซื้อเอง หรือน้องๆ ที่อยู่ในวัยมหาวิทยาลัยซึ่งต้องขอเงินจากผู้ปกครอง สามารถฝึกการอดทนอดกลั้นในการไม่ใช้จ่ายเงินเกินตัวได้โดยการหยอดเงินในกระปุกออมสิน เช่น หากได้รับเงินค่าขนมวันละ 200 บาท ขั้นต่ำให้เก็บวันละ 20 บาทไปเรื่อยๆ ตรงนี้มันจะเป็นการฝึกวินัยเรื่องการใช้เงินอย่างพอประมาณ และจะไม่ก่อหนี้เมื่อโตขึ้น"

ปิดท้ายกันที่ พระครูปลัดมังกร ปัญญาวุฒโฑ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนาคปรก ให้ข้อมูลว่า "อันที่จริงแล้วหลักของการโตมาไม่ฟุ่มเฟือยคือ "หาได้มาก แต่ใช้ให้น้อย" และสิ่งสำคัญเด็กๆ เยาวชนต้องถามตัวเองว่า เราต้องการอะไร และเรามีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร ทั้งนี้ เราสามารถที่จะไปถึงจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้ด้วยความพยายามได้ด้วยตัวเราเองหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ในฐานะที่เราเป็นเด็กและเยาวชนก็ต้องรู้จักความพอเพียงและความประมาณตน ที่สำคัญต้องรู้จักฐานะของตัวเราดี หากเด็กๆ อยากได้โทรศัพท์มือถือราคาแพงเหมือนเพื่อน ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าที่เราต้องการมีนั้นเพราะความอยากได้หรือความจำเป็น เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะอยากได้สิ่งของฟุ่มเฟือยตามเพื่อนมากว่าเรื่องอื่น และหากใครที่ไม่มีเหมือนคนอื่นก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่เชย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคือเขารู้จักตัวเองและรู้จักประมาณตนนั่นเอง ดังนั้นหากเด็กไม่อยากเป็นหนี้ หรือใช้ชีวิตแบบติดลบตอนโต ก็ให้ยึดหลักความพอเพียง พอดี และพอประมาณ"

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • แนวทางสนับสนุนทุน โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ และกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพสำหรับเด็กและเยาวชน -
  • โครงการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสารสุขภาวะ -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2562 ของ สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม

ป้ายคำ(Tag)

มะเร็งต่อมลูกหมาก  นางอารมณ์ ยมทอง  ต่อทอนซิลอักเสบ  งานคืนสิบสองเพ็ญ  สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สุขภาพ สร้างสุข สุขภาวะ thaihealth น้ำตาล ความหวานในขนม เครื่องดื่ม นมพร้อมดื่ม นมผงสำหรับเด็ก  อาชีพเกษตรกรรม  เลขาธิการเครือข่ายลดบริโภคเค็ม  มหานคร  ให้คำแนะนำ  หลักการพัฒนาสังคมสุขภาวะ  ปลูกข้าว  การกระตุ้นของกล้ามเนื้อ  สถานการณ์ โรค อุจจาระร่วง ปัจจุบัน เหลว  ยาแก้เมารถ  ศูนย์การเรียนรู้ค่ายสุรสีห์  ปัญญา  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth ถอดบทเรียนโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร เขต 2 smoke free school bangkok  จัดกระเช้าสุขภาพ  จิตสาธารณะ  สสส. และความคุ้มค่าทางสังคม