เตรียมพัฒนาสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

| |
อ่าน : 438

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ

เตรียมพัฒนาสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ thaihealth

แพทย์เผย มีผู้ป่วยเด็กผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปีละ 600 ราย แนะขยายชุดสิทธิประโยชน์บัตรทองครอบคลุมการรักษา  

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็ก สาขาโลหิตวิทยาและโรคมะเร็ง ภาควิชากุมารศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และในฐานะคณะทำงานสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ได้ออกแบบสิทธิประโยชน์มะเร็งโลหิตวิทยาในเด็ก กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเด็กเฉลี่ยแล้วพบถึงปีละ 600 คน และมีถึง 200 คน ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการปลูกถ่ายเม็ดเลือด หรือการทำสเต็มเซลล์ไขกระดูก ซึ่งสาเหตุยังคงไม่พบว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่สำหรับผู้ป่วยในสิทธิประโยชน์ของ สปสช.หรือบัตรทองนั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมการรักษาได้ทั้งหมด เนื่องจากมีกฎระเบียบระบุเอาไว้ว่า จะสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้จากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องตามสายเลือดเท่านั้น

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า แต่เดิมนั้นการปลูกถ่ายเม็ดเลือดในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยเคมีบำบัด แต่ต้องรักษาต่อยอดด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่ง สปสช.มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคดังกล่าว โดยสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้เฉพาะกับพี่น้องที่มีเซลล์ตรงกันเท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่เซลล์จะสอดคล้องกับทั้งผู้บริจาคและผู้รับซึ่งเป็นพี่น้องกันนั้น จะมีโอกาสแค่ 25% ซึ่งเซลล์ของพ่อและแม่ไม่มีทางตรงกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาขีดความสามารถในการรักษาปัจจุบันพบว่าแพทย์สามารถค้นหาเซลล์ในพ่อแม่เพื่อปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้กับลูกที่ป่วยได้ แต่ต้องยอมรับว่าสิทธิประโยชน์ตรงจุดนี้ยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นไป เนื่องจากยังมีข้อติดขัดด้านงบประมาณ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่จะขอการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคของสภากาชาดไทยก็ยังไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะยังติดขัดในแง่ของงบประมาณ

“แต่ถือว่ามีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ขึ้นมาอย่างมากในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพราะแต่เดิมสิทธิ สปสช.ไม่สามารถทำการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้เลย ล่าสุด ก็ให้รักษาได้แต่ต้องได้รับไขกระดูกจากพี่น้องร่วมสายเลือด ซึ่งขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อประสานงานไปยังสภากาชาดไทยในการขอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการพิจารณาเป็นอย่างไร” ศ.นพ.สุรเดช กล่าว

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานั้น ผู้ป่วยรายแรกที่ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่สำหรับสิทธิประโยชน์ในการรักษาของ สปสช. หรือบัตรทองนั้นเพิ่งให้สิทธิมาประมาณ 10 ปี และมีเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายเสต็มเซลล์ไปแล้วราว 300 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับจำนวนผู้ป่วยในเด็ก เพราะปัจจุบันยังคงมีผู้ป่วยในเด็กจำนวนมากที่รอการปลูกถ่าย ซึ่งบางส่วนก็เป็นการปลูกถ่ายผ่านการบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาล ซึ่งต้องยอมรับว่าเงินบริจาคมีมากกว่างบประมาณที่ สปสช.ให้มา

“ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในเด็กมีความจำเป็นต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งแผนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมมากกว่าเดิมเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องพิจารณา ซึ่งต้องมาดูว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมประชุมกันเพื่อหาประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย” ศ.นพ.สุรเดช กล่าว

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม