กรมควบคุมโรค แนะ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน

| |
อ่าน : 1,639

ที่มา : สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

กรมควบคุมโรค แนะ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  รณรงค์วันแรงงานแห่งชาติ ชวนวัยทำงานป้องกันความเครียดที่เกิดจากที่ทำงาน  พร้อมแนะ 5 วิธีคลายเครียด เน้นกล้าเผชิญหน้ากับความเครียดจากงานในองค์กรและจากเพื่อนร่วมงาน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน พูดคุย หรือจัดกิจกรรมคลายเครียดในองค์กร

นายแพทย์อัษฎางค์  รวยอาจิณ  รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ" ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนทำงาน ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และในปัจจุบันพบปัญหาความเครียดจากการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  บางรายที่มีความเครียดสูงและเรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบตัวรวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง

สำหรับสาเหตุของความเครียดในที่ทำงาน ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางบุคคล องค์กร และสภาพแวดล้อม เช่น ปริมาณงานที่มาก ช่วงระยะเวลาการทำงานนาน ความสัมพันธ์ในองค์กรไม่ดี มีระเบียบมากไป ความคาดหวังในความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศไม่เหมาะสม สภาพการทำงาน/โต๊ะทำงานที่ไม่เหมาะสม มีเสียงรบกวน และแสงสว่างไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน         

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีการป้องกันความเครียดที่เกิดจากที่ทำงาน ดังนี้ 1.ค้นหาปัญหา โดยการประชุมกลุ่มในที่ทำงาน อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ก่อน ซึ่งจะทำให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นได้  การทำแบบสอบถามงานที่ก่อให้เกิดความเครียด การสำรวจวันลา/หยุดงาน ความเจ็บป่วยและการเปลี่ยนงาน พร้อมวิเคราะห์สภาพปัญหานั้นๆ  2.วางแผนและแก้ไข เมื่อทราบปัญหาเราก็จะทราบแนวทางแก้ไข พร้อมแจ้งให้พนักงานทราบแนวทางรวมถึงผลที่จะได้รับ  และ 3.การประเมินผลหลังจากปฏิบัติตามแผนแล้ว

นอกจากวิธีในการป้องกันความเครียดแล้ว ขอแนะนำ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน โดยเริ่มจากความกล้าเผชิญหน้ากับความเครียดจากงานในองค์กรและจากเพื่อนร่วมงาน  ดังนี้  1.การทำงานเป็นกะหรือลดวันทำงานในสัปดาห์  (ลดวันทำงานใน 1 สัปดาห์ แต่ชั่วโมงการทำงานรวมเท่าเดิม)  2.ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม  3.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีการพูดคุย จัดกิจกรรมต่างๆ ที่สานสัมพันธ์คนในองค์กร   4.ระหว่างครอบครัวกับที่ทำงานต้องมีความสมดุล วางแผนแบ่งเวลา ปรับวันหยุดให้ตรงกัน  และ 5.จัดอบรมหรือสัมมนา เพิ่มความรู้และศักยภาพคนทำงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรถามข้อมูลสงสัยหรือตอบกลับองค์กรได้          

“การทำงานจำเป็นต้องรู้จักตนเองและเพื่อนร่วมงาน รู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง รู้จักวิธีลดความเครียด คิดก่อนทำ สร้างความสมดุลระหว่างงานกับการผักผ่อน และเปิดเผยตัวเอง เอาใจใส่ต่อเพื่อนร่วมงาน ซึ่งการทำงานที่ไม่เครียดส่งผลให้งานเกิดประสิทธิภาพ เกิดผลที่ดีทั้งต่อตนเองและองค์กร มีสุขภาพที่ดีไม่เสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อน องค์กรได้งานที่มีคุณภาพ บุคลากรรักองค์กร และครอบครัวมีเวลาให้แก่กัน ส่งผลทางบวกในเชิงเศรษฐกิจด้วย” นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวปิดท้าย

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม