คนไทยรับบุตรบุญธรรมเพิ่ม เกือบ 7 เท่าตัว

| |
อ่าน : 360

ที่มา : MGR Online

คนไทยรับบุตรบุญธรรมเพิ่ม แนะบอกความจริงตอนลูกอายุ 3-4 ขวบ thaihealth

แฟ้มภาพ

          กรมสุขภาพจิตเผยคนไทยขอรับลูกบุญธรรมเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า แนะ 7 ข้อคำนึงรับบุตรบุญธรรม ชี้ควรรับตั้งแต่หลังคลอดทันทีหรือภายในช่วง 6 เดือนแรกจะสร้างความผูกพันได้ดีที่สุด ควรบอกความจริงกับปากตัวเองเมื่อเด็กอายุ 3-4 ขวบ

          น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าปัจจุบันสถานการณ์การขอรับบุตรบุญธรรมของครอบครัวไทยมีมากขึ้นกว่าอดีต จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยรายงานในปี2559ทั่วประเทศมีผู้ที่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม 9,339 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีผู้ขอจดทะเบียน1,389 คน โดยก่อนรับบุตรบุญธรรม ทั้งสามีและภรรยาจะต้องผ่านการตรวจสภาพจิตตามกระบวนการทดสอบทางจิตวิทยา เป็นไปตามกฎหมายการรับบุตรบุญธรรมพ.ศ. 2522เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเลือกสรรครอบครัวที่เหมาะสมให้กับเด็ก

          น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า สำหรับคู่สมรสที่ต้องการรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง กรมสุขภาพจิตมีคำแนะนำ 7 ประการ เพื่อให้ทั้งเด็กและพ่อแม่บุญธรรมมีความผูกพันเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ดังนี้ 1. ควรรับเด็กมาเลี้ยงตั้งแต่อายุไม่เกิน6 เดือน เนื่องจากการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหลังคลอดทันที จะทำให้เด็กมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างเด็กกับพ่อแม่บุญธรรม โดยในช่วงอายุ 4-6 เดือนแรกพ่อแม่บุญธรรมจะเป็นพ่อแม่คู่แรกและคู่เดียวที่เด็กพบและเกิดภาพที่ฝังใจ หากช่วงอายุเด็กเกิน 4-6 เดือนไปแล้วจะเป็นช่วงที่เด็กรู้จักคนแปลกหน้าและกังวลต่อการพลัดพรากสูงหากนำมาเลี้ยงในช่วง 3-4 ขวบ เด็กอาจรู้สึกโกรธที่ถูกพลัดพรากจากครอบครัว อาจมีปัญหาปรับตัวเข้ากับพ่อแม่บุญธรรม

          2.ควรให้แพทย์ตรวจร่างกายเด็กอย่างละเอียดและไม่พบความผิดปกติ 3. ตรวจสอบโรคที่สำคัญในเด็กเช่น เชื้อกามโรค (VDRL) การทดสอบภูมิต้านเชื้อวัณโรค (Tuberculin test) เป็นต้น 4.ตรวจสอบภูมิหลังของเด็กพอควรแล้วว่าไม่มีอะไรที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติ5. ถ้าเป็นเด็กโต ควรเป็นเด็กที่นับถือศาสนาเดียวกัน 6.ควรเป็นคู่สามีภรรยาที่แต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ที่ไม่แต่งงาน อาจทำตัวให้เป็นทั้งบิดาหรือมารดาในเวลาเดียวกันได้ยาก และ 7.ควรมีการบอกความจริงแก่เด็ก

          “ช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรบอกตั้งแต่เด็กอายุยังน้อยประมาณ 3-4 ขวบ ซึ่งเด็กพอจะสามารถเข้าใจได้บ้าง และควรบอกให้เด็กรู้เป็นระยะๆ เพื่อลดความกังวลและความสับสน เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะค่อยๆเข้าใจมากขึ้นอีกทั้งยังเป็นการดีที่เด็กรู้ความจริงจากปากของพ่อแม่บุญธรรม ดีกว่าฟังจากคนอื่น ซึ่งอาจพูดถึงในแง่ดีหรือไม่ดีก็ได้ การที่เด็กรู้ความจริงภายหลัง จะสร้างความกระทบกระเทือนใจเด็ก ยิ่งไปกว่านั้น การปิดบังความจริงยิ่งทำให้พ่อแม่บุญธรรมต้องกังวลใจเรื่อยๆ ที่กลัวว่าเด็กจะรู้ความจริงในการบอกความจริงแก่เด็กนั้น พ่อแม่บุญธรรมไม่ควรบอกในขณะที่กำลังมีอารมณ์โกรธหรือมีการพูดย้ำไปย้ำมา เนื่องจากเด็กอาจเกิดความรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ต้องการเขา ประการสำคัญที่สุดในขณะพูดนั้นพ่อแม่จะต้องแสดงออกถึงความรักทั้งท่าทาง น้ำเสียง และคำพูด ” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

          นพ.ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เขตทวีวัฒนา กทม. กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันฯได้จัดทำแนวทางตรวจสภาพจิตตามกระบวนการทดสอบทางจิตวิทยาให้แก่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมให้โรงพยาบาลจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตทั้ง 13 แห่ง เพื่อให้บริการประชาชนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเป็นไปตามพระราชบัญญัติการรับบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงพ.ศ. 2554 ว่าด้วยการสอบคุณสมบัติและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และความเหมาะสมของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม โดยจัดทีมสหวิชาชีพประกอบด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวชให้บริการทดสอบตามมาตรฐาน ทั้งในด้านอารมณ์ การจัดการความเครียด การทดสอบสภาพทางจิตและบุคลิกภาพ การทอดสอบระบบประสาทหรืออื่นๆที่เหมาะสมรวมทั้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติครอบครัว

          นพ.ศรุตพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในปี2559 -2560 มีผู้ขอรับบุตรบุญธรรมตรวจสภาพทางจิตที่สถาบันฯรวม 287 คนกว่าร้อยละ 98 พบว่าปกติ มีความเหมาะสมในการเป็นผู้อุปการะเด็กและจากการศึกษาสภาวะสุขภาพจิตและลักษณะบุคลิกภาพของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมในรอบ 4-5 ปีมานี้ พบอายุเฉลี่ย 44 ปี โดยรวมทั้งชายและหญิงมีบุคลิกภาพปกติ มีความรับผิดชอบสูง มีความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม จิตใจเข้มแข็ง อดทนต่อภาวะกดดันต่างๆได้ดี ควบคุมอารมณ์และแสดงออกเหมาะสมส่วนมากมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเด็ก โดยเป็นปู่ย่าตายายร้อยละ 25 ลุงกับป้าร้อยละ 17 มีความต้องการอุปการะเลี้ยงดูเด็กร้อยละ 42 และเพื่อให้เป็นบิดามารดาอย่างถูกต้องตามกฎหมายร้อยละ 41 สามารถให้การดูแลส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจประชาชนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรขอรับคำปรึกษาได้ที่หมายเลข 02-4416100 และต่อที่คลินิกบุตรบุญธรรม

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม