วุ้นในลูกตาเสื่อม เกิดง่าย-อันตรายต่อการมองเห็น

| |
อ่าน : 799

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

\'วุ้นในลูกตาเสื่อม\' เกิดได้ง่ายและอันตรายต่อการมองเห็น thaihealth

แฟ้มภาพ

          โดยปกติแล้วภาวะวุ้นในลูกตาเสื่อมมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบว่าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับหนุ่มสาวคนทำงานออฟฟิศมากขึ้น จากพฤติกรรมการใช้หน้าจอมากเกินไป ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรทำความเข้าใจ เพื่อปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม

ผศ.นพ.กิติกุล ลีละวงศ์ สาขาวิชาน้ำวุ้นตาและจอประสาทตา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า น้ำวุ้นตาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของลูกตา โดยจะอยู่ทางด้านหลังเนื้อเยื่อเลนส์ เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นลูกตาจะเกิดการเสื่อมและกลายเป็นน้ำบางส่วน มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมาก 40 ปีหรือ 50 ปีขึ้นไป เว้นแต่ในบางบุคคลที่อาจเกิดภาวะเสื่อมก่อนอายุดังกล่าว ด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น การได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา การผ่าตัดที่กระทำภายในลูกตา หรือในคนที่สายตาสั้นซึ่งจะเกิดการเสื่อมของวุ้นลูกตาได้เร็วกว่าคนทั่วไป อาจเกิดตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีหรือ 20 กว่าปี ยิ่งสั้นมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

          ปกติแล้วไม่ทราบแน่ชัดว่าวุ้นลูกตามีหน้าที่อะไร เมื่อเกิดการเสื่อมจึงไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากนัก แต่ถ้าหากเสื่อมมากวุ้นตาจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ส่วนที่ใส ๆ เกิดเป็นฝ้า เมื่อมีแสงเข้ามาเยอะ ๆ จะเกิดเป็นเงาตกไปที่จอประสาทตา และเกิดเป็นจุดดำข้างใน หากวุ้นตากลายเป็นน้ำจุดดำจะลอยไปลอยมา และมักเห็นในที่ที่สว่างมาก ๆ หรือเมื่อมีแสงเข้ามาเยอะ ๆ จนทำให้เกิดเงาขึ้น แต่ในที่มืดจะมองไม่เห็นจุดดำที่ว่าเพราะไม่เกิดเงาที่จอประสาทตา บางครั้งอาจเกิดการดึงจอประสาทตา ทำให้เหมือนมีแสงแวบขึ้นมาคล้ายแฟลช และมักเห็นในที่มืด ปัญหาคืออาจทำให้เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาได้ ทำให้น้ำที่เกิดจากการเสื่อมของวุ้นไหลผ่านเข้าไปทางรอยฉีกขาด ทำให้จอประสาทตาลอก และส่วนที่ลอกจะเกิดการมองไม่เห็น คนไข้จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบังตาไว้ และส่วนที่มองไม่เห็นนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

          สำหรับการรักษาหากเป็นเพียงวุ้นในลูกตาเสื่อม แพทย์จะไม่ได้ทำการรักษาเพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าหากเกิดการฉีกของจอประสาทตา แพทย์จะทำการป้องกันไม่ให้เกิดการหลุดลอก โดยการทำให้เกิดเป็นแผลเป็น ใช้วิธีการยิงเลเซอร์ หากยังไม่สามารถมองเห็นได้ง่าย ๆ อาจใช้ความเย็นจี้ร่วมด้วย และถ้าหากเกิดการหลุดลอกของจอประสาทตาไปแล้ว จะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อรักษา

          โดยทั่วไปมักเกิดกับคนอายุมากตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ในบางรายอาจมีปัจจัยมากระตุ้นให้เกิดภาวะดังกล่าวได้เร็วขึ้น ได้แก่ การได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา การรับการผ่าตัดที่กระทำภายในดวงตา หรือในคนที่มีปัญหาสายตาสั้นซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ยิ่งสั้นมากยิ่งเสี่ยงมาก โดยเฉพาะผู้ที่สายตาสั้นตั้งแต่ 600 ขึ้นไป ส่วนการเพ่งที่หน้าจอนาน ๆ ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด ว่าทำให้เกิดการเสื่อมของวุ้นลูกตา แต่ในขณะเพ่งอาจทำให้เกิดการสั้นของสายตาแบบชั่วคราว เมื่อเลิกใช้หน้าจอหรือเลิกเพ่งแล้วพักให้เต็มที่ก็จะกลับสู่ภาวะปกติและไม่มีผลต่อวุ้นในลูกตา แต่ถ้าหากเพ่งนานติดต่อกันอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตา เคืองตา หรือปวดตา

 

 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม