ครีม สบู่ ฟอกผิวขาวอันตราย

| |
อ่าน : 12,988

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ครีม สบู่ ฟอกผิวขาวอันตราย thaihealth

แฟ้มภาพ

          เตือนกันเป็นประจำกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รวมไปถึงสินค้าแปลกๆ ที่ขายผ่านโซเชียลมีเดีย อย่างล่าสุดที่ถูกจับกุมกับการอวดอ้างสรรพคุณ "ครีมช่วยก้นขาว" ถึงขนาดแม่ค้ารีวิวด้วยการสาธิตดึงกางเกงเห็นก้นทั้งบั้นท้ายให้ดู! จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขายสินค้าที่หมิ่นเหม่เข้าข่ายอนาจาร กระทั่งถูกจับกุม และทราบภายหลัง ว่าเคยจำหน่าย "สบู่จิ๋มหนู" มาก่อนแล้ว

          ไม่เพียงแค่รูปแบบการขายที่แปลกๆ แหวกแนวชนิดเรียกคนดู แต่สินค้าเหล่านี้ยังเสี่ยงได้รับอันตราย หากพิจารณาแล้วในโซเชียลมีเดีย สินค้าที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะจากเด็กๆ วัยรุ่น หรือแม้กระทั่งวัยทำงานก็หนีไม่พ้น ครีมช่วยผิวขาว สบู่ผิวขาว สบู่หน้าสด อวดอ้างสรรพคุณว่า ช่วยทำให้ผิวหน้าเนียน ไร้สิว ไร้ฝ้า หรือแม้กระทั่งหลุมสิวที่หน้ายังเนียนได้ รวมไปถึงสบู่กระชับจิ๊มิ แก้ปัญหาตกขาว หรือสมุนไพรผง สมุนไพรเม็ดสอดเข้าไปในอวัยวะเพศช่วยช่องคลอดกระชับ ฟิตสิ่งเหล่านี้เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น แถมแฝงอันตรายโดยไม่รู้ตัว

          เริ่มจากเห็นชัดเจนหากเปิดหน้าเฟซบุ๊ก จะมีการรีวิว โฆษณากันอย่างมากมาย นั่นคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยให้ผิวขาว อย่างครีมหน้าขาว หรือแม้กระทั่งล่าสุด ครีมทาก้นขาวนั่นเอง

          เรื่องนี้ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนว่า จริงๆ แล้วค่านิยมเรื่องความขาวนั้น เป็นกระแสมากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็แปลกใจว่ากลับมานิยมกันอีก ทั้งๆ ที่คนไทยเป็นผิวขาวเหลือง มีความสวยงามและยังป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดี

          จริงๆ การที่ผิวสวยใส ไม่จำเป็นต้องขาวขนาดที่มีการรีวิวขายสินค้า เพราะสิ่งเหล่านี้เสี่ยงอันตรายมาก

          อย่างไรก็ตาม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า ทำให้ผิวขาวนั้น ต้องมาพิจารณาว่าเป็นอะไร อย่างหากเป็นสบู่อ้างว่าทำให้หน้าขาว หน้าใสไร้สิวนั้น โดยเฉพาะผิวขาวก็ต้องพิจารณาง่ายๆ ว่า อย่างสบู่ เป็นการถูและล้างออก ซึ่งไม่น่าจะเกิน 3-5 นาที ดังนั้น ความเป็นไปได้ทำให้ผิวขาวด้วยการบำรุงอะไรก็ตามที่โฆษณาไว้ ตัดไปได้เลย เพราะแทบไม่เป็นความจริง

          ส่วนเรื่องครีมทำให้ขาวนั้น ต้องมาพิจารณาว่ามีสารอะไรกันแน่ เพราะหากขาวไว ขาวจนแบบเห็นชัดอันนี้น่ากลัว เนื่องจากหากครีมบำรุงทั่วไป จะไม่ใช่ขาวแบบเหมือนผิวคนตะวันตก แต่ครีมบำรุงทั่วไปจะช่วยในเรื่องขาวใสแบบธรรมชาติ แต่ในกรณีที่มีการโฆษณาในโซเชียลมีเดียนั้น ต้องระวังให้ดีเพราะอาจมีการผสมของสารต้องห้าม ซึ่งห้ามใช้ในเครื่องสำอาง คือ 1.สเตียรอยด์ ทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นหดตัว ผิวฝ่อลง ทาไปนานๆ เนื้อจะบุ๋ม เส้นเลือดฝอยขยายตัวมาก 2.สารปรอท เป็นสารฟอกสี ทำให้การสร้างเม็ดสีน้อย กระจายออก มีผลข้างเคียงเพราะมีการดูดซึมเข้าร่างกาย มีพิษต่อตับ ไต อาจเสี่ยงทำไตวาย เสียชีวิตได้

          และ 3.ไฮโดรควิโนน เป็นยารักษาฝ้ายังใช้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโดนแดดหน้าไหม้ ทานานๆ จะเกิดรอยดำนูนขึ้นมาที่ผิวหนัง คล้ายๆ ไข่ปลาคาเวียร์ ขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งรักษาแทบไม่ได้

          ส่วนครีมทาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้หมอคิดว่าอาจจะเป็น 1 ใน 3 ตัวที่พบบ่อย คือ สเตียรอยด์ ปรอท หรือไฮโดรควิโนน หรือเอามาผสมกันหรือไม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการจับกุมบ่อยๆ หากเป็น 3 ตัวนี้ไม่แนะนำเลยเพราะมีผลข้างเคียงมาก ขาวก็ขาวกระดำกระด่าง

          ทั้งนี้ ผิวหนังบริเวณก้นของคนเราเป็นพื้นที่ใต้ร่มผ้า เหมือนกับท้อง และท้องแขน ซึ่งปกติจะขาวกว่าบริเวณนอกร่มผ้า แต่เนื่องจากบริเวณก้นจะมีการเสียดสีมากกว่า ทำให้ผิวบริเวณนั้นคล้ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็จะมีการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติในรอบ 28 วันอยู่แล้ว ทำให้ผิว มีเซลล์ที่สดใหม่ สีตามกรรมพันธุ์ขึ้นมาได้

          "ส่วนผิวหน้าสำหรับคนที่อยากขาวนั้น โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ต้องบอกว่าจะขาวอย่างไรก็ขาวได้มากสุดแค่บริเวณใต้ร่มผ้า อย่างหน้าท้อง ท้องแขน ซึ่งทางเลือกความงามที่ดีที่สุดคือ หากเด็กวัยรุ่นมีเงิน 100 บาทก็นำไปซื้อครีมกันแดด ดีที่สุด เนื่องจากสารกันแดดจะมีทั้งป้องกันยูวีเอ และยูวีบี จะช่วยทั้งป้องกันรอยไหม้ และป้องกันความเหี่ยวความแห้งของผิวหนัง โดยเฉพาะป้องกันยูวีเอ และปัจจุบันครีมกันแดดมีจำนวนมาก ราคาไม่สูงมากเหมือนสมัยก่อน แทนที่จะไปเสี่ยงซื้อครีมหรือสบู่พวกนี้ ซื้อในสิ่งที่ช่วยได้จริงดีกว่า" ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าว

          พญ.มิ่งขวัญกล่าวอีกว่า แต่หากมีเงินถึง 200 บาท ก็นำเงินส่วนนี้ซื้อผักผลไม้รับประทาน จะช่วยได้ดีในเรื่องวิตามินบำรุงผิวพรรณ โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อพวกวิตามินซี วิตามินอี ที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเลย อย่างวิตามินซี จริงๆ เป็นวิตามินที่ละลายไปกับปัสสาวะของเรา ซึ่งต้องขับออกมาได้ ตัวนี้ไม่ค่อยน่าห่วงในเรื่องสารพิษตกค้าง จะมีก็คือ คนที่โหมกินเยอะ ก็อาจทำให้ไตทำงานหนัก ส่วนผลลัพธ์ที่ทำให้ขาวใสนั้น ก็ไม่ได้มุ่งไปทางนั้น แต่ส่วนใหญ่จะกินในแง่สร้างภูมิคุ้มกันสำหรับคนที่แพทย์แนะนำ

          ที่น่ากังวลคือ วิตามินอี หลายคนเข้าใจว่ากินไปจะช่วยบำรุงผิวพรรณ ปกติคนไทยไม่ขาด เพราะวิตามินเหล่านี้จะอยู่ในอาหารการกินของเรา โดยเฉพาะผัก ผลไม้ อย่างวิตามินอีในน้ำมันที่ประกอบอาหารก็จะมีอยู่ ดังนั้น หากใครจะรับประทานอาหารเสริมควรปรึกษาแพทย์จะดีกว่า เพราะทานมากๆ ก็ไม่ดี ยิ่งวิตามินอีไม่ละลายในน้ำ ก็จะไปขับออกไปทางปัสสาวะ หากกินมันย่อมสะสมและเกิดพิษต่อร่างกายได้

          พญ.มิ่งขวัญกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาสถาบันโรคผิวหนังได้รณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผิวพรรณมาตลอด โดยเฉพาะความขาวใส ที่เข้าใจว่าวัยรุ่นต้องการ แต่ก็ต้องมีข้อควรระวัง ซึ่งเราจะมีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นในวงกว้างยิ่งขึ้น

          นอกจากครีมหรือสบู่ที่อ้างสรรพคุณช่วยผิวขาวใสแล้ว ที่น่าวิตกสุดก็คือ สบู่จิ๊มิ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรที่อวดอ้างว่า กระชับช่องคลอด แก้ปัญหาตกขาว กลิ่นไม่พึงประสงค์ หนำซ้ำมีการโฆษณาหนักผ่านโซเชียล แต่งตัวนุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีนุ่งผ้าถุงก็มี โดยระบุว่าหากใช้แล้วสามีไม่ทิ้ง ไม่ต้องมีเมียน้อย ซึ่งที่ผ่านมาแม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะได้รับการร้องเรียนและจับกุมมาแล้ว แต่ก็ไม่หมดสิ้น

          เรื่องนี้ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูติ-นรีแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลพิจิตร กล่าวว่า การที่ช่องคลอดจะกระชับนั้นมีหลายปัจจัย หลักๆ คือ 1.ขนาดช่องคลอดโดยธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน มีขนาดไม่เท่ากัน 2.เยื่อบุช่องคลอดหากมีน้ำหล่อลื่นมากก็อาจทำให้รู้สึกว่าไม่กระชับได้ และ 3.กล้ามเนื้อช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงหรือไม่ ซึ่งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสำคัญสุดว่า หากแข็งแรงก็จะกระชับ อย่างคนสมัยก่อน คลอดลูกเอง แต่อุ้งเชิงกรานแข็งแรงก็ยังกระชับ มีลูกได้หลายคน ซึ่งความแข็งแรงของช่องคลอดนั้น ต้องออกกำลังกายทั้งตัว ไม่ใช่ว่าขมิบช่องคลอดเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม ในกรณีเรื่องสบู่หรือสมุนไพรที่อ้างว่าช่วยกระชับนั้น เป็นเรื่องไม่ถาวร เพราะจริงๆ สิ่งของเหล่านี้เหมือนมีสารที่ไปลดน้ำหล่อลื่นลง ทำให้พื้นผิวช่องคลอดถูกทำลาย ซึ่งสารพวกนี้หลายครั้งผสมสารส้ม แน่นอนว่าเมื่อไปลดน้ำหล่อลื่น ทำให้พื้นผิวช่องคลอดฝืด ก็ต้องรู้สึกกระชับ คล้ายๆ กับการไปสวนล้างมากๆ ก็จะทำให้น้ำหล่อลื่นลดลง รวมทั้งไปทำลายแบคทีเรีย ซึ่งรวมทั้งแบคทีเรียตัวดีด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีกลิ่น แต่จริงๆ แบคทีเรียตัวดีก็ถูกทำลาย

          "เมื่อช่องคลอดแห้ง น้ำหล่อลื่นลดลง ก็จะทำให้ช่องคลอดเกิดการระคายเคือง ระยะแรกก็อาจรู้สึกว่ากระชับ แต่จริงๆ คือแห้งมาก และเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบ เกิดรอยถลอกขึ้น และไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อเยื่อบุช่องคลอดอย่างอื่นด้วยหรือไม่ เพราะหากมีสารตัวอื่นหรือเกิดการติดเชื้อก็จะง่ายกว่าปกติ และยิ่งช่องคลอดติดเชื้อง่าย ซึ่งอาจทำให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้อีก

          "ดังนั้น กรณีที่ช่องคลอดไม่กระชับนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นในวัยผู้ใหญ่ที่แต่งงานมานาน ซึ่งหลายคนก็อาจทำการผ่าตัดกระชับช่องคลอด แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันก็ทำกันน้อยลง ส่วนใหญ่ก็จะมีการแนะนำวิธีการออกกำลังกาย แต่การขมิบช่องคลอดก็จะมีวิธีอีก หลายคนทำไม่เป็น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลควรปรึกษาสูตินรีแพทย์จะดีที่สุด อย่าเสี่ยงไปทดลองใช้ผลิตภัณฑ์พวกนี้เลย" พญ.ชัญวลี กล่าวทิ้งท้าย

          ด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดย ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการ อย. เตือนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่เกินจริง โดยขอให้ยึดหลักความจริงเป็นสำคัญ ธรรมชาติของครีม เรื่องสำอางทุกชนิดไม่สามารถเปลี่ยนคนผิวสีดำเป็นขาวได้ เพียงแต่ทำให้เม็ดสีของผิวหนังจางลง และการใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้งควรมีการตรวจสอบเลขจดแจ้ง จากเว็บไซต์ของ อย. หรือผ่านแอพพลิเคชั่น อย.สมาร์ท ได้ และควรเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ หรือบางอย่างก็มีการจดแจ้งปลอม หรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์อื่น แต่ไปอวดอ้างเกินจริง

          สิ่งเหล่านี้ต้องระมัดระวัง โดยสอบถามได้ที่สายด่วน อย. 1556

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC) - ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC)
  • ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ใน วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย Thai Health Promotion Journal -
  • PERSONA HEALTH คัดข้อมูลสุขภาพที่ใช่ ให้ตรงกับตัวคุณ -
  • ไทยรู้สู้โควิด -
  • คู่มือ การจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) -
  • คู่มือแยกกักตัวที่บ้าน เรื่องควรรู้ที่คุณหมอรวบรวมมาให้ -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 -
  • ชัวร์โควิดและวัคซีน -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาอังกฤษ -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาลาว -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาพม่า -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษากัมพูชา -
  • คู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) -
  • คู่มือ การบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ประกาศเตือนภัย -
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม