"แซะ" เพื่อสร้าง "สำนึกพลเมือง"

| |
อ่าน : 773

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภาพประกอบจากเว็บไซต์คมชัดลึก

การทำกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาเด็กในหลายๆ ครั้งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะกิจกรรมเหล่านั้นอาจไม่ได้มาจากความ "อยากทำ" ของตัวเด็ก แต่เกิดจากการจัดตั้งของผู้ใหญ่ แล้วให้เด็กเป็นเพียงผู้เข้าร่วม เด็กจึงขาดแรงจูงใจที่จะทำกิจกรรม

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นในการดึงเด็กและเยาวชนให้ก้าวมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์คือการที่ ผู้ใหญ่เปิด "เปิดโอกาส" ให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ดังเช่น โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำมากว่า 3 ปีแล้ว

นายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก กล่าวถึงปัญหาของเด็กในยุคปัจจุบันว่า "เด็กรุ่นใหม่หลายคนมีชีวิตที่ "เดินตามร่อง" คือ 6 โมงเช้าออกจากบ้านไปโรงเรียน 5 โมงเย็นกลับเข้าบ้านวันหยุดไปเรียนพิเศษ ไม่ได้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากการเรียนหรือสิ่งที่โรงเรียนให้ทำ ถ้าเราไม่ช่วยกัน "แชะ" ออกมา เขาอาจเติบโตขึ้นมาโดยขาดทักษะ สำหรับดำเนินชีวิตในสังคม"

กระบวนการแซะเด็กออกจากร่องที่โครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ เลือกทำ คือการ "เปิดพื้นที่" ให้เด็กทำโครงการจากโจทย์ของบ้านเกิด โดยลงไปศึกษาชุมชนให้รู้จักปัญหาและสิ่งดีๆ ที่มีในท้องถิ่นเห็นความเชื่อมโยงระหวางตัวเองกับชุมชน และตระหนักว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชนได้ ขณะเดียวกันพี่เลี้ยงในโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ จะทำหน้าที่เป็น "โคช" คอยหนุนเสริมด้วยกิจกรรมและเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ เช่น การทำ "แผนที่ชุมชน" ทำให้เห็นภาพรวมของชุมชนได้อย่างครบถ้วน  ให้เห็นกลุ่มเป้ามหายที่จะทำงานต่อได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง การทำ "Project Management" หรือการบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของชุมชน ศักยภาพ องค์ความรู้ และปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้ที่ชุมชนมีด้วย เพราะถ้าเด็กมีข้อมูลชุมชนเหล่านี้แล้ว จะสามารถหยิบมาวางแผนการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการต่อไปได้

นอกจากการทำหน้าที่โคชน้องแล้ว พี่น้องโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ยังประสานความร่วมมือจาก "พี่เลี้ยงชุมชน" ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีในชุมชนที่อยากมีส่วนส่วนส่งเสริมลูกหลานมาคอยช่วยแนะแนวทางให้น้องเวลาลงไปกิจกรรมจริงในชุมชนด้วย เพราะมองว่าการทำงานพัฒนาเด็ก จำเป็นต้องใช้การ "จับมือกัน" จากฝ่ายรอบตัวเด็ก

นายคำรณ นิ่มอนงค์ พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ยกตัวอย่างการทำงานของพี่เลี้ยงชุมชนให้ฟังว่า "พี่เลี้ยงชุมชนจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเด็กที่สุด ถ้าเขาเข้าใจและขยับงานต่อได้ จะทำให้การทำงานของน้องลื่นไหล อย่าง อ.เรณุกา หนูวัฒนา และ อ.ธนพล อ่อนพุก จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ราชบุรี พี่เลี้ยงชุมชนและทีม Road safety ที่ทำเรื่องความปลอดภัยทางท้องถนน ได้ใช้เวลาช่วงเย็นชวนเด็กมาพูดคุยเกี่ยวกับการทำโครงการเสมอเด็กจึงมีพื้นที่ มีโอกาสประชุมกันบ่อย ขณะเดียวกันก็ทำให้ทางวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญของโครงการของเด็ก แล้วเข้ามาสนับสนุนด้วย"

คำรณบอกต่อว่า สำหรับการประสานความร่วมมือขั้นต่อไปที่พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ จะเคลื่อนคือการชวนผู้ปกครองของเด็กในโครงการ มาหนุนการทำกิจกรรมของลูก เพื่อสร้างพื้นที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นคุณค่าของกันและกัน พ่อแม่เห็นในความสามารถของลูก ส่วนลูกก็ได้รับความช่วยเหลือในการประสานงานกับผู้ในชุมชนมากขึ้น

เมื่อผู้ใหญ่ทุกฝ่ายในชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของการเข้ามาหนุนให้เด็กลงมือทำโครงการด้วยตัวเองบนโจทย์ของชุมชนแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ความเต็มใจของเด็กในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่จะช่วยเสริมทักษะชีวิตและสำนึกความเป็นพลเมืองให้เขาต่อไป และนี่อาจเป็นหนึ่งในทางออกของการทำโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืน

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม