'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

| |
อ่าน : 2,949

ที่มา : แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

ภาพประกอบจากแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

\'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน\' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ thaihealth

โครงการปิ๊งส์ สสส. รุดหน้ารณรงค์ลดน้ำหนักในเด็ก ลดพุง ลดโรค ลดอ้วนด้วยสื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์สื่อเพื่อการรณรงค์ให้เด็กยุคใหม่หันมาใส่ใจกันถ้วนหน้า โดยเน้นการบริโภคอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยจากการทำงานในปีที่ 2 "โรงเรียนบ้านขุนประเทศ" คว้าสุดยอดโรงเรียนที่สร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์สื่อเพื่อการรณรงค์ไปครอง  แล้วตั้งเป้าเดินหน้าร่วมกับเด็กไทยแก้มใสขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมไปถึงโรงเรียนต่างจังหวัดให้ครบทั้งประเทศ

19 พฤศจิกายน 2560 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โครงการปิ๊งส์ โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักโภชนาการสมวัย สำนักงานบริหารแผนงานอาหารและโภชนาการ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง ชมรมครูการงานอาชีพและเทคโนโลยีกรุงเทพมหานคร และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลการประกวดสื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์สื่อเพื่อการรณรงค์ ในหัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

\\'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน\\' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ thaihealth

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนเด็กไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเป็นเด็กอ้วนเร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้น 36% เด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้น 15.5% และเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วนถึงร้อยละ 80 ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่นิยมบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์ ผู้ปกครองเองก็ยังคงมีความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ นิ่งเฉย ปล่อยให้ลูกหลานอ้วน สุดท้ายเด็กเล็กที่อ้วนจะมีความเสี่ยงกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนได้ถึงร้อยละ 25-30 ส่วนเด็กโตและวัยรุ่นที่อ้วนจะเสี่ยงเป็นผู้ใหญ่อ้วนมากถึงร้อยละ 80 การทำสื่อที่เจาะลึก สร้างความรู้ความเข้าใจ หยุดการใช้ยาลดความอ้วนอย่างถาวร หันหน้ามาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และออกกำลังกายอย่างเข้าใจและถูกต้องตรงตามหลักโภชนาการ ทั้งหมดนี้จึงเป็นความหวังที่สื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ได้จะทำให้สถิติโรคอ้วนในเด็กที่เกิดขึ้น ลงลดได้อย่างแท้จริง

\\\'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน\\\' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ thaihealth

นายดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า หลังจากการดำเนินโครงการกับ 20 โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปีที่ 1 พบว่าที่ผ่านมาเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ชอบกินตามใจปาก, กินแต่ของทอด, ชอบดื่มน้ำอัดลม, ไม่ชอบกินผัก, กินไม่เป็นเวลา, ผู้ปกครองไม่มีเวลาเพื่อเลือกอาหารที่เหมาะสมให้เด็ก, เด็กกินอาหารไม่ถูกต้องตามโภชนาการ, ติดรสชาติหวาน, ชอบกินขนมกรุบกรอบ, ไม่ชอบออกกำลังกาย และอื่นๆ ทั้งสื่อสร้างสรรค์และกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นสามารถช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้เป็นที่น่าพึงพอใจ มีการลดการกินอาหารหวาน มัน เค็ม กินผักและผลไม้ มีการออกกำลังกายมากขึ้น ปีนี้จึงมีการต่อยอดขยายผลไปสู่โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น และเพื่อให้สื่อสร้างสรรค์มีความชัดเจน มีการพัฒนาที่ได้ตรงจุดมากขึ้นโครงการจึงจัดให้มีนักสร้างสรรค์งานโฆษณามืออาชีพจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยมาเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลในปีที่ 1 ให้กับทุกโรงเรียนในปีที่ 2 ด้วย

นายดนัย หวังบุญชัย กล่าวต่อว่า ในปีที่ 2 นี้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 22 โรงเรียน เป็นโรงเรียนที่เคยเข้าร่วมในปีที่ 1 จำนวน 6 โรงเรียน มี 2 โรงเรียนขอเป็นพี่เลี้ยงให้กับรุ่นที่ 2 อย่างเดียวไม่ส่งสื่อเข้าร่วมประกวด คือโรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ (รางวัลชนะเลิศ ปีที่ 1) และโรงเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม ส่วน 4 โรงเรียนที่ร่วมส่งสื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์สื่อเพื่อการรณรงค์ในปีนี้นั้นจะต้องมีการเกิดสื่อและนวัตกรรมรูปแบบใหม่, มีการยกระดับกลุ่มเป้าหมาย และรูปแบบการทำงาน จนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายได้จริง, สามารถวัดผลการดำเนินงานเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างการรับรู้ในพ่อแม่ ผู้ปกครองสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว ส่วนใน 16 โรงเรียนขยายพื้นที่นั้นจะต้องเกิดสื่อและนวัตกรรม, เกิดการพัฒนาสื่อเพื่อปรับใช้ภายใต้บริบทที่เหมาะสม, เกิดการตระหนักรู้เพื่อลดปัญหาในเด็ก และสามารถสร้างการรับรู้ในพ่อแม่ ผู้ปกครองนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ซึ่ง อรวรรณ ดิษฐโยธิน นักโฆษณาสร้างสรรค์มืออาชีพ กล่าวว่า ปีนี้สื่อที่เกิดขึ้นมีความน่าสนใจ มีความโดดเด่นขึ้นตรงที่บางอย่างเป็นนวัตกรรมทางความคิดใหม่ๆ คุณครูกล้าคิดมากขึ้น รู้จักหยิบจับนำสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่มาปรับใช้กับเทคโนโลยีและแนวคิดที่กว้างขึ้น นับเป็นการก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างน่าสนใจ อย่าง สถานีรถไฟฟ้าสุขภาพ, การละเล่นสะบ้าทอยลดพุง ลดโรค, หนังสั้น, การนำท่อพีวีซี วงล้อจักรยาน และอื่นที่มีในพื้นที่มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการออกกำลังกาย, การทำคลิปวิดีโอแล้วนำนวัตกรรมไลน์มาเป็นเครื่องมือเผยแพร่สื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวดเร็วขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดนี้หากได้ทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นความยั่งยืนเชื่อมั่นว่าจะได้รับความสนใจและช่วยลดปัญหาเด็กอ้วนลงได้แน่นอน

\\\'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน\\\' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ thaihealth

ด้าน นายกันตพัฒน์ มาฑา ครูผู้ดำเนินงานและกิจกรรมโรงเรียนบ้านขุนประเทศ กล่าวว่า ในปีแรกทางโรงเรียนเริ่มทำงานจากการมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพที่ค่อนข้างน้อย ยังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ไม่ค่อยชัดเจน ในปีที่ 2 นี้เมื่อมีพี่เลี้ยงที่เป็นนักสร้างสรรค์สื่อมืออาชีพมาแนะนำและลงมาใกล้ชิดถึงในโรงเรียน ทำให้ผู้ดำเนินงานมีการที่คิดกว้างและเป็นระบบมากขึ้น เด็กกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ในระยะเวลา 3 เดือนที่ดำเนินกิจกรรมเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (เด็กอ้วน) มีน้ำหนักลดลง ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ก็หันมาใส่ในเรื่องของการกินและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญทางครอบครัว พ่อ แม่ ผู้ปกครองยังให้การตอบรับที่ดีด้วยการสนับสนุนและนำหลักโภชนาการ รวมทั้งกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ทำที่โรงเรียนไปใช้ที่บ้านต่อด้วย

\'อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน\' ปี 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ thaihealth

สำหรับปีนี้สุดยอดโรงเรียนที่มีนวัตกรรมน่าสนใจรับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่โรงเรียนบ้านขุนประเทศ  รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดสวนส้ม(สุขประชานุกูล) สมุทรปราการ  รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนศรีเอี่ยมอนุสรณ์ และรางวัลชมเชย 2 โรงเรียนได้แก่ โรงเรียนวัดทองสัมฤทธ์ และ โรงเรียนวัดปุรณาวาส เพื่อความต่อเนื่องของโครงการจะมีการต่อยอดโครงการในปีถัดไปร่วมกับโครงการเด็กไทยแก้มใส และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย คัดเลือกเอาโรงเรียนแบบต้นแบบมาทำงาน ซึ่งมีทั้งจากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขยายผลพื้นที่การทำงานนำร่องระยะแรก 20-25 โรงเรียนไปให้ครอบคลุมไปยังต่างจังหวัดทั้ง 4 ภูมิภาค ซึ่งประเด็นไปที่ให้ความสำคัญจะมุ่งเป้าไปที่การให้ความสำคัญกับ “อาหารมื้อเช้า”  เพิ่มเติมจากที่ทำอยู่แล้วในอาหารมื้อกลางวัน ซึ่งจะมีการประกาศเปิดรับเร็วๆ นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บไซต์ www.Pings.in.thและ www.artculture4health.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-298-0988-9 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม