พระองค์ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไป

| |
อ่าน : 997

พระองค์ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไป thaihealth

“พระองค์ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไป”

ช่วงเย็นแดดร่ม ลมตก หน้าร้านทำป้าย รับทำกรอบรูป มีชาย 3 คนยืนอยู่หน้าร้าน คนแรกค่อนข้างมีอายุมาก ท่าทางเหมือนเจ้าของร้าน อีกสองคนวัยอ่อนกว่า กำลังช่วยกันอัดกรอบรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในร้านมีกรอบรูปพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่เกือบเต็มร้าน หลังจากทำกรอบรูปนั้นเสร็จเรียบร้อย ชายเจ้าของร้านนั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าร้านกับลูกๆ

บังยี ในวัย 40 ปี บอกว่าเขาเป็นคนนราธิวาส เรียนปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มาเปิดร้านทำป้ายโฆษณา ป้ายไวนิลที่กระบี่ได้หลายปีแล้ว

บังยีเล่าว่า วันนั้นเขาขับรถกลับจากส่งป้าย กำลังพูดคุยโทรศัพท์กับน้อง ซึ่งกำลังดูประกาศแถลงการณ์การสวรรคตทางโทรทัศน์อยู่ เมื่อคู่สนทนาบอกว่าในหลวงสวรรคตแล้ว เขาตกใจสะดุ้งสุดตัว เพราะไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้หรือปีนี้ เขาตั้งคำถามกับตัวเอง

“พี่ตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่มันเป็นเรื่องจริงหรือ เราสูญเสียพระองค์ท่านไปแล้วหรือ รู้สึกว่าสูญเสียจุดรวมความรู้สึก ไม่มีใครอยากให้พระองค์จากไป แต่ก็เป็นวัฏจักรของชีวิตคนหนึ่ง พระองค์ก็คือบุคคลคนหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไป แต่ในความรู้สึกของประชาชนที่ยังอยู่ คือ ความรู้สึกรักพระองค์”

เขาบอกว่าเขาเป็นคนสองแผ่นดิน เขาเกิดในรัชกาลที่ 9  และกำลังจะมีรัชกาลที่ 10 รุ่นลูกรุ่นหลานที่เกิดไม่ทันรัชกาลที่ 9 ก็ไม่รู้จักพระองค์ท่าน เพราะเขาเกิดในรัชกาลที่ 10 ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่คนสองยุคอย่างเขาต้องเล่าให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานฟังเกี่ยวกับพระองค์ท่าน และสิ่งที่ท่านทำให้กับคนไทยให้กับประเทศชาติ  และเมื่อท่านเสด็จสวรรคตก็เกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น

“ผมเป็นมุสลิม และหากพูดเรื่องความเชื่อของคนมุสลิมนั้น มันมีขอบเขต ถ้าจะตอบว่าเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เชิง ผมคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ถึงแม้ท่านจะเป็นคนธรรมดาเดินดิน แต่ภารกิจของท่านนั้นไม่ธรรมดา แต่หากมองในอีกนัยหนึ่งที่ไม่ใช่มุมมองของมุสลิมก็อาจเป็นไปได้ว่าท่านเป็นที่รักของเทวดา จึงเกิดเหตุการณ์แบบนั้นให้เราได้เห็น”

บังยี ในวัยเด็ก อาศัยอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สมัยนั้นมีบ้านที่มีโทรทัศน์อยู่ไม่กี่หลัง  เขาเห็นในหลวงจากเหรียญและธนบัตรต่างๆ เด็กนราธิวาสรับรู้ถึงบารมีของพระองค์ท่านจากเหรียญและธนบัตร ในวัยเด็ก บังยีเข้าไปเยี่ยมชมพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่เขาตันหยง เขารู้ว่าที่แห่งนี้เป็นที่ๆ พระองค์เสด็จมาประทับทรงงานทุกปี แม้เด็กชายยีจะไม่ได้เห็นแม้เงาของพระองค์ท่าน แต่เขาก็บอกว่าได้เห็นพระตำหนักก็รู้สึกว่าซาบซึ้งใจมากแล้ว  เพราะพระองค์เสด็จเยี่ยม 3 จังหวัดชายแดนบ่อยๆ แม้ได้เข้าเฝ้าสักครั้งแต่ก็รู้สึกว่าท่านใกล้ชิดกับคนมุสลิมพอๆ กับคนไทยพุทธหรือคริสเตียนที่อยู่ที่นี่  คนมุสลิม 3 จังหวัดรู้สึกว่าพระองค์ปฎิบัติตนเเหมือนพระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” การกระทำของพระองค์ท่านเหมือนกับที่ท่านตรัสไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

ความรักความเทิดทูนพระองค์ท่าน ในความเป็นมุสลิมของเขา ก็มีขอบเขตเช่นกัน คนที่ไม่ใช่มุสลิมก็อาจจะเทิดทูนในอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนมุสลิมนั้นเป็นความชอบหรือเทิดทูนในเรื่องการงานหรือรูปแบบการกระทำ เขาบอกว่าพระองค์ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศในเรื่องของการทรงงานและการปกครอง

ตอนนี้ บังยีมีครอบครัวแล้ว อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้วิธีการจากพระองค์มาใช้ปกครองครอบครัวของตนเอง เช่น เศรษฐกิจพอเพียง ก็นำมาใช้กับครอบครัว เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการเกษตรอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้ชีวิต ความประหยัดมัธยัสถ์ การกิน การอยู่ ทำอย่างไรก็ได้ให้อย่ามากเกินไป ใช้ชีวิตให้มันพอดิบพอดี

ศาสนาอิสลามมีมา 1438 ปีมาแล้ว พระมูฮัมหมัด (พระศาสดาของศาสนาอิสลาม) สอนชาวมุสลิมว่าให้ทำอะไรก็ได้ที่ให้อยู่กึ่งกลาง คือไม่มากไม่น้อยเกินไป หรือที่เรียกว่า “วะซะฏียะฮฺ” เหมือนกับคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9  ทั้งที่ที่ท่านเกิดมาเพียงแค่ 80 กว่าปีเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับศาสดามูฮัมหมัดที่มีคำสอนมา 1000 กว่าปี แต่สอนในจุดเดียวกัน แสดงว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ใช้คำสอนของพระองค์นำทาง ชีวิตจะไม่ลำบากเลย

บังยีบอกว่าเขาคงไม่มีโอกาสขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาหรือมากราบไว้อาลัย สิ่งที่เขาทำได้คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เมื่อมีคนมาจ้างให้ทำป้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 สั่งเช้าจะเอาตอนเย็น เขาก็ยินดีรีบทำให้ เรื่องราคาลดให้ได้ก็ลด ป้ายไวนิล สติ๊กเกอร์ ที่เป็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือพระราชวงศ์ เขาลดราคาให้ทุกชิ้น ซึ่งปกติบังยีไม่เคยลดราคา แต่โอกาสนี้ถือว่าเขาได้ช่วยสนับสนุนให้ทุกคนมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ เก็บเป็นที่ระลึกประดับบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล

มุมมองการแต่งกายชุดดำนั้น คนมุสลิมอย่างเขาบอกว่า มี 2 ประเด็น ในแง่ทั่วไปถือว่าเป็นคำสั่งของรัฐบาลและสำนักพระราชวัง ก็เหมาะสมที่จะแต่งดำ หากมองแบบมุสลิมถือเป็นเรื่องหลักศรัทธา คือให้อิสระ ไม่ได้ห้ามใส่ชุดดำ แต่ห้ามสวมใส่ชุดดำแล้วเล็งความคิดหรือศรัทธาไปยังความอาลัย เพราะมุสลิมห้ามมีการไว้อาลัย ถ้าหากคนมุสลิมที่เป็นข้าราชการ มีกฎออกมาว่าต้องใส่ชุดดำก็ใส่ได้ แต่ใจของคนนั้นห้ามคิดถึงความอาลัย เพราะมันเป็นกฎของศาสนา

เขายังบอกอีกว่าคนไทยปรับตัวเก่ง เพราะเรื่องพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่างคนต่างจิตต่างใจ คิดกันคนละแบบ  แต่เขาก็เชื่อเต็มหัวใจว่า ทุกคนยังคงมีความรักในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่สูญหายไปไหน ถึงการดำเนินชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา

… ช่วงเวลาที่บังยีถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที 9 อยู่นั้นมีทั้งเสียงโทรศัพท์ที่ดังตลอดเวลา เขากดปิด หากมีเสียงเรียกถามเรื่องงานจากลูกจ้าง เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดรอ แล้วหันมาบอกฉันว่าขอเล่าเรื่องในหลวงในรัชกาลที่ 9 ก่อน เรื่องอื่นรอก่อนได้

พระอาทิตย์ตกแล้วฉันกล่าวลาบังยี และเดินจากมาด้วยใจอิ่มเอิบในความรักของชาวมุสลิมคนหนึ่งที่ถ่ายทอดความรู้สึกรักและศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม