1 ใน 4 เสียชีวิตทางถนนเกี่ยวข้องกับเหล้า

| |
อ่าน : 2,524

ที่มา : MGR Online 

ภาพประกอบจาก MGR Online 

1 ใน 4 เสียชีวิตทางถนนเกี่ยวข้องกับเหล้า thaihealth

เปิดข้อมูลใบมรณบัตร "คนไทย" ตายบนท้องถนน 1.5 หมื่นคนต่อปี พบ 1 ใน 4 มีแอลกอฮอล์เข้าไปเกี่ยวข้อง ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อคนเมาแล้วขับกว่า 49 รายในรอบ 3 ปี เดินหน้ารณรงค์ต้านพฤติกรรมดื่มแล้วขับ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ที่เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) จัดเวทีถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ ของผู้ก่อเหตุและผู้ได้รับผลกระทบ ในเวทีเสวนาหัวข้อ “โศกนาฏกรรมดื่มแล้วขับ ถอดบทเรียนสองฝ่าย (ผู้ก่อเหตุ-ผู้สูญเสีย)...ปัญหาและทางออก" ทั้งนี้ มีการเดินรณรงค์และแจกสื่อประชาสัมพันธ์ ต่อต้านพฤติกรรมดื่มแล้วขับบริเวณป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ฯ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ข้อมูลใบมรณบัตรและหนังสือรับรองการตาย ที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือประมาณ 15,000 รายต่อปี ในส่วนนี้มีแอลกอฮอล์เข้าไปเกี่ยวข้องสูงถึง 1 ใน 4 หรือ 20-25% ขณะที่ยอดการเสียชีวิตบนท้องถนนเฉลี่ย 40 รายต่อวัน 1 ใน 4 มีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเหยื่อถูกคนเมาขับรถชน สะท้อนจากข่าวที่ได้เก็บรวบรวมในรอบ 3 ปี พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกลายเป็นเหยื่อเมาแล้วขับกว่า 49 ราย นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา สาเหตุเมาแล้วขับเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 34% เพิ่มเป็น 43% เสียชีวิต 32% จากเดิม 17% ที่น่าห่วงคือมีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบาดเจ็บเข้ารับการรักษา 1,674 ราย หรือวันละ 239 ราย ชี้ให้เห็นว่า แอลกอฮอล์ยังเป็นปัจจัยร่วมทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งที่มีพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551 ซึ่งห้ามขายให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี

1 ใน 4 เสียชีวิตทางถนนเกี่ยวข้องกับเหล้า thaihealth

"สิ่งที่เป็นปัญหาคือมาตรการตรวจจับยังมีข้อจำกัด รวมถึงการดำเนินคดียังมีช่องว่าง เช่นโทษจำคุกแล้วรอลงอาญา อีกทั้งทัศนคติของคนไทยยังมองว่าดื่มแล้วขับเป็นเรื่องปกติ ที่น่าห่วงที่สุดคือ ปัจจุบันมีการสร้างเครื่องมือเช็คจุดเพื่อหลีกเลี่ยงจุดตั้งด่าน หรือการต่อรอง การถ่วงเวลา เพื่อไม่ให้ถูกจับดำเนินคดี แนวทางคือ ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เร่งปรับปรุงระบบความผิด มีมาตรการทางสังคมเพื่อจะได้ไม่กล้าทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก รวมถึงกำหนดการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์โดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งบนถนน และขณะเกิดอุบัติเหตุ ส่วนมาตรการระยะยาว เมื่อเมาแล้วขับต้องไม่ใช่เรื่องประมาท แต่ควรถือว่าอันตรายและมีบทลงโทษที่รุนแรง ต้องไม่รอลงอาญา เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีโทษจำคุก 20 ปี" นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

นายวิชาญ นายสอง อายุ 59 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง กล่าวถึงบทเรียนชีวิตที่เคยก่อเหตุดื่มแล้วขับ ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คือ ตนเองดื่มสุราแล้วขับรถชน ด.ต.อนุศักดิ์ ขมิ้นทอง ผู้บังคับการหมู่ สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 ขณะปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด กระทั่งถูกตำรวจดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับและขับรถโดยประมาท จำคุก 2 ปี รอลงอาญา ปรับหมื่นกว่าบาท และได้เสียค่ารักษาพยาบาลพร้อมชดเชยค่าเสียหายรวมแล้วกว่า 2 ล้านบาท ตอนนั้นผมไม่คิดหนี หรือคิดต่อสู้ในทางคดีอะไรเลย ยอมรับสภาพทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะเราผิดมาก

“จริงๆ คนที่ควรเจ็บต้องโดนตัดขาควรเป็นผม เพราะผมเป็นผู้กระทำ ผมเมาแล้วขับ ผมประมาทเอง ช่วงที่ไปเยี่ยมและเห็นสภาพพี่เขาที่โรงพยาบาล ผมรู้สึกผิดและเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่คิดว่าการดื่มแล้วขับจะส่งผลกระทบกับคนอื่นและครอบครัวรุนแรงขนาดนี้ ลูกเขาก็ยังเรียน ลูกผม 2 คนก็ยังเรียน เงินทองที่มีต้องหมดไป หนี้สินภาระต้องเพิ่มขึ้น ต้องกู้เงินนอกระบบ เป็นช่วงที่ลำบากและขัดสนที่สุดในชีวิต หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ดื่มแล้วขับเด็ดขาด ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับชีวิต อยากฝากเพื่อเป็นบทเรียนเตือนสติไปยังผู้ที่ดื่มแล้วขับ ขอให้เลิกคิดว่าไม่เมายังขับไหว เพราะมันจะสร้างความความสูญเสียให้ผู้อื่นและตัวเอง คนในครอบครัว อีกทั้งขอให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเด็ดขาด ส่วนตัวเชื่อว่ากฎหมายต้องแรงกว่านี้และจับจริง ติดคุกจริงถึงจะเอาอยู่" นายวิชาญ กล่าว

ขณะที่ ด.ต.อนุศักดิ์ ขมิ้นทอง ผู้บังคับการหมู่ สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 ในฐานะเหยื่อผู้สูญเสีย พิการขาซ้ายขาดจากคนดื่มแล้วขับ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้น ชีวิตเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องถูกตัดขาซ้ายใส่ขาเทียม ส่วนขาขวาใช้เหล็กดามไว้ ส่วนภรรยาต้องออกไปค้าขายเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งตนยังโชคดีที่หน่วยงานในสังกัดให้โอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม แม้ไม่ได้ไปอยู่ฝ่ายจราจร แต่จะมีหน้าที่ดูแลงานด้านเอกสารต่างๆ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะเคลื่อนไหวช้า แต่ยังดีที่เพื่อนร่วมงานคอยช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน

“สภาพจิตใจค่อยๆ ดีขึ้นเพราะได้กำลังใจจากครอบครัว คอยปลอบคอยดูแลไม่ทิ้งไปไหน แต่ก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้นได้ ถ้าไม่พิการคงช่วยเหลืองานด้านจราจรได้มากกว่านี้ อยากฝากถึงผู้ขับขี่บนท้องถนน ให้ตรวจสอบสภาพตัวเอง สภาพรถยนต์ วางแผนการเดินทาง ที่สำคัญดื่มไม่ขับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเองและผู้อื่น ขอให้คิดถึงผลที่จะตามมาใจเขาใจเราด้วย” ด.ต.อนุศักดิ์ กล่าว

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ประกาศสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประเมินผล กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 - การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา - ชีวิตดีเริ่มที่เรา
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 - หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม