ปภ.แนะเทคนิคขับรถในช่วงฤดูฝน ลดเสี่ยงอุบัติเหตุถนนเปียกลื่น

โดย
| |
อ่าน : 2,982

 

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนะเทคนิคขับรถอย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝน โดยไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ อีกทั้งหมั่นตรวจสอบระบบเบรกและยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ดี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีสาเหตุจากสภาพถนนเปียกลื่น

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝน การขับรถในช่วงนี้จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีป้องกันอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นช่วงถนนเปียกลื่น ดังนี้ รถชนท้ายหรือเฉี่ยวชน เกิดจากการขับรถตามรถคันหน้าในระยะกระชั้นชิด ประกอบกับสภาพถนนเปียกลื่น เมื่อรถคันหน้าหยุดรถกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง และใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ไม่ขับรถจี้ท้ายรถคันหน้า

ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าในระยะที่เพียงพอต่อการหยุดรถหรือในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตร เพื่อป้องกันรถคันหน้าหยุดกะทันหันทำให้ถูกรถคันอื่นชนท้าย ไม่หยุดรถหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหัน รวมถึงเปิดสัญญาณไฟล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนช่องทาง รถหลุดโค้งหรือแหกโค้ง เกิดจากการใช้ความเร็วสูงขณะเข้าโค้ง ทำให้ไม่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางได้

เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ สัมพันธ์กับทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางและสภาพถนน ไม่เหยียบเบรกและปลดเกียร์ว่างขณะเข้าโค้ง เพราะจะเกิดแรงเหวี่ยงจนทำให้รถหลุดโค้งหรือแหกโค้ง กรณีรถไถลออกนอกเส้นทาง

ห้ามหักพวงมาลัยกะทันหัน ให้แตะเบรกเบาๆจับพวงมาลัยให้มั่นเพื่อควบคุมรถกลับเข้าช่องทางปกติ รถพลิกคว่ำ เกิดจากการขับรถด้วยความเร็วสูงและเบรกกะทันหัน ประกอบกับสภาพยางและเบรกไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี ทำให้รถเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำได้ง่าย เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบยางและระบบเบรกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่ขับรถเร็ว กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ห้ามเหยียบเบรก เพื่อหยุดรถทันที ให้แตะเบรกเบาๆ แบบถี่ๆ เพื่อชะลอความเร็ว จะช่วยป้องกันรถพลิกคว่ำได้ รถเหินน้ำ เกิดจากการขับรถด้วยความเร็วสูงผ่านบริเวณที่มีแอ่งน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งและที่ลาดต่ำ ทำให้ยางไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ทัน ส่งผลให้ล้อหมุนและลอยอยู่บนน้ำ ไม่สัมผัสกับพื้นถนน และเกิดการลื่นไถลจนไม่สามารถควบคุมได้

อาการดังกล่าว เรียกว่า “รถเหินน้ำ” ให้แก้ไขโดยค่อยๆถอนคันเร่ง เพื่อเบาเครื่อง จับพวงมาลัยให้มั่น พร้อมใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะทรงตัวได้ จึงค่อยเบรกเพื่อหยุดรถ กรณีขับผ่านแอ่งน้ำหรือหลุมบ่อที่มีความลึกมากกว่าปกติ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยแตะเบรกก่อนจะถึงแอ่งน้ำเพราะจะทำให้รถหมุนหรือปัดจนเกิดอุบัติเหตุได้ หากต้องขับรถในช่วงฝนตก และมีน้ำท่วมขัง

ในบางช่วงของพื้นถนน ไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หมั่นตรวจสอบลมยางและสภาพยางอย่างสม่ำเสมอเติมลมยางให้มากกว่าปกติประมาณ 2-3 ปอนด์ เพื่อให้หน้ายางแข็ง จะช่วยรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยาง และป้องกันอาการล้อฟรี กรณีดอกยางสึกหรอควรเปลี่ยนยางใหม่ โดยเลือกยางที่มีดอกยางละเอียดและมีร่องยางลึก 1.5- 2 มม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการหยุดรถบนเส้นทางที่เปียกลื่น

 

 

ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม