ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น

โดย
| |
อ่าน : 7,088

ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น thaihealth

แฟ้มภาพ

จากอดีตที่ผ่านมา ผู้หญิงหรือสตรีมักเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาย ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับ การถูกกดขี่ข่มเหง และการเอารัดเอาเปรียบที่มีต่อสตรีในสังคมได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตรีส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม

“วันสตรีสากล” จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของนานาชาติ มีความเป็นมาย้อนหลังร้อยกว่าปีตั้งแต่ปี 2453 องค์การสหประชาชาติ ได้รับรองให้ วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการ และต่อมาในปี 2454 ประเทศสมาชิกได้เริ่มการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเป็นครั้งแรก

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มจัดงานวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2532 ซึ่งในโอกาสวันสตรีสากลแต่ละปี นานาประเทศต่างก็จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองบทบาทและความก้าวหน้าของสตรี ประเทศไทยนั้นแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ยังคงมีความท้าทายอีกหลายด้านที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย การเพิ่มบทบาทสตรีในการเมืองและการบริหารการพัฒนาศักยภาพสตรีและการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่น่าห่วงใยคือ ปัญหาการตั้งครรภ์ในกลุ่มวัยรุ่นไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรในช่วงวัยรุ่นมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับ 3 ของโลก เรียกได้ว่านอกจากวันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสตรีสากลแล้ว ยังเป็นวันที่ทุกคนต้องตระหนักถึงการปฏิบัติความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น thaihealthต่อสตรี ซึ่งการฉายภาพผู้หญิงไทยที่ต้องต่อสู้กับสารพัดปัญหายิ่งไม่พ้นความรุนแรง โดยถูกทำร้ายจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง สังคมที่ไม่เท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่ทรมานสำหรับผู้หญิงอย่างมาก

และจากการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตของ แม่วัยใส ซึ่งเขาเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตให้ฟังว่า เริ่มคบหากับอดีตแฟนมาประมาณ 1 ปี ช่วงแรกๆ ที่คบกัน ฝ่ายชายรักและให้เกียรติเอาใจใส่เป็นอย่างดี พอช่วงหลังเริ่มมีปากเสียงรุนแรง หึงหวง กล่าวหาว่าตนจะไปมีแฟนใหม่ อีกทั้งเมื่อทะเลาะกัน มักมีคนในครอบครัวฝ่ายชายคอยพูดจาเสียดสีมีอคติ แต่เพราะคำว่ารักอยากสร้างชีวิตคู่สร้างอนาคตไปด้วยกัน จึงต้องอดทน แม้จะทะเลาะกันหรือทำร้ายร่างกายรุนแรง แต่ถ้าเขามาง้อและขอโทษก็ใจอ่อนหายโกรธ

เธอระบุว่า จากการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงจนรับไม่ไหวทั้งตบตีชกต่อย ใช้มีดจี้คอ ผลักให้รถชน เหตุการณ์ล่าสุดถูกเตะเข้าที่ท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นหมอจึงแจ้งว่ากำลังตั้งครรภ์ก็รู้สึกตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และฝ่ายชายรับทราบแต่ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือยังทำร้ายร่างกายเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้ต้องแยกทางกัน และปัจจุบันเลิกกับอดีตแฟนกว่า 2 ปี ตอนนี้ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกสาววัย 1 ขวบด้วยตนเอง ตั้งแต่ช่วงที่ท้องจนทุกวันนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตนเป็นคนหาเอง โดยรับขนมมาขาย ยังโชคดีที่ได้รับคำแนะนำเสริมสร้างพลังใจจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพร้อมทั้งช่วยติดตามคดีกระทำด้วยความรุนแรง กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“หนูผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายและลุกขึ้นมาเผชิญชีวิตใหม่ได้ และลูกก็เป็นพลังใจสำคัญให้สู้และอดทนกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หนูไม่เคยคิดที่จะทำแท้ง คิดเสมอว่าสามารถเลี้ยงลูกเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งอดีตแฟน แต่ที่ยังเสียใจจนทุกวันนี้คือหนูเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว พ่อแม่คาดหวังว่าโตขึ้นจะเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ แต่ความหวังของพ่อแม่ก็พังลง เพราะความรักวัยรุ่นที่ไม่พร้อมไม่ศึกษานิสัยใจคอกันให้ดี และสิ่งนี้จะเป็นบทเรียนชีวิตให้หนู จึงขอฝากแง่คิดกับทุกคนว่า ความรักมีได้แต่ต้องมีสติ ขอให้คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว และหลังจากนี้หนูก็จะกลับมารักตัวเอง ตั้งใจเรียนต่อให้จบเพื่อที่จะได้มาเลี้ยงครอบครัวต่อไป” แม่วัยใสกล่าว

ขณะที่ อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนว่าความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น thaihealth ที่ผ่านมาผู้หญิงเข้ามาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเพิ่มมากขึ้น เกือบทั้งหมดถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2557 ที่มูลนิธิสำรวจสถิติความรุนแรงในคู่รักวัยรุ่นหญิง ยังพบสถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุดยังคงเกิดจากตนเอง เพื่อน คนรู้จัก สาเหตุมาจากเจ้าชู้ คบหลายคน นอกใจ การดุด่า หึงหวง ใช้คำหยาบคาย ส่งเสียงดัง ตามด้วยทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนเหตุผลที่ผู้หญิงอดทนคือ ทนเพราะรัก ไม่กล้าบอกใคร กลัวพ่อแม่/ผู้ปกครองรู้ กลัวถูกทำร้ายซ้ำ และจากการเก็บสถิติที่มีผู้มาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเมื่อปีที่ผ่านมามีสูงถึง 151 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี รองลงมาอายุไม่เกิน 20 ปี

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลของสำนักการแพทย์กรุงเทพฯ มีผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายสูงถึง 1,251 คน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการกระทำด้วยความรุนแรง ยังส่งผลให้เกิดปัญหาในกลุ่มเยาวชน ทำให้ไม่ได้รับการศึกษาต่อ ขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ 

ทางออกของผู้หญิง ควรรักตนเอง คนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน ทั้งนี้ความรุนแรงของคู่รักวัยรุ่นป้องกันได้ด้วยการตั้งสติรอบคอบ อย่าใช้อารมณ์ ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ออกจากพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงขอรับการช่วยเหลืออย่าเก็บเรื่องไว้คนเดียว หลีกเลี่ยงการดื่มหรือเสพของมึนเมาทุกชนิด ซึ่งทำให้ขาดสติและเพิ่มดีกรีความรุนแรง นอกจากนี้ต้องเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญสังคมต้องปรับเปลี่ยนมายาคติความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่

"อย่างไรก็ตาม หากวัยรุ่นต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้าย สามารถขอคำปรึกษาและขอรับการช่วยเหลือได้ที่ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล โทร.0-2513-2889 ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ คนรอบข้างซึ่งต้องเข้าใจ และเอาธุระไม่วางเฉย จับสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ดีๆ รับฟังให้กำลังใจและร่วมกันหาทางออกอย่างมีสติ” อังคณากล่าวทิ้งท้าย

 

 

ที่มา : แผนงานสร้างสุขมุสลิมไทย มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย(สสม.) โดย จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม