ชาร์จพลังเติมสุขพนักงานแบบ 1+5

โดย
| |
อ่าน : 2,950

ชาร์จพลังเติมสุขพนักงานแบบ 1+5  thaihealth

แฟ้มภาพ

อายุเกษียณในวัย 60 ปี ทั่วไปแล้วคนเรามักใช้เวลาเพื่อการทำงานหาเลี้ยงชีพโดยเฉลี่ยมากถึง  37-45 ปี โดยในแต่ละวันบางคนอาจทำงานมากกว่าเวลางานตามที่กฎหมายกำหนด หรือมากกว่า 8-9 ชั่วโมงต่อวัน

จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ที่คนทำงานในแต่ละองค์กร จะเกิดอาการ "เบื่องาน" ขึ้นมา และทำงานแบบไร้ชีวิตไร้ซึ่งความสุข ถ้าในองค์กรเกิดสภาวการณ์เช่นนี้บ่อยเข้า ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวพนักงานและองค์กรในระยะยาวจะทำอย่างไร และมีองค์ประกอบใดบ้าง ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข

รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารบุคคลระดับประเทศ ให้ความรู้ผ่านเว็บไซต์ www.hehaworkplace.com ซึ่งเป็นภาคีหนึ่งของ แผนงานเสริมสร้างองค์กรสุขภาวะ หรือ Happy Workplace ภายใต้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยระบุว่า การสร้างงานให้สนุกท้าทายและมีความหมาย สำหรับคนทำงานเป็นหน้าที่โดยตรงของหัวหน้างานทุกระดับ  ร่วมกับฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่จะทำหน้าเป็นผู้ให้คำปรึกษา

ส่วนวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ให้เหล่าพนักงานนั้น รศ.ดร.ศรียุพา ยกตัวอย่างการทำงานของบริษัทเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีพนักงานในความดูแลทั้งสิ้น 4,000 คน กระจายไปใน 100 ประเทศทั่วโลก และมีสำนักงานใหญ่ในรัฐหลุยเซียนา สหรัฐฯ ซึ่งแม้ผลประกอบการจะเข้าขั้นดี แต่ฝ่าย HR ขององค์กรต้องการเห็นพนักงานของบริษัท มีความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะบริษัทตระหนักดีว่าเกมการแข่งขันในโลกธุรกิจนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก จึงไม่ควรนิ่งนอนใจนึกว่าตัวเองดีแล้ว ดังนั้นทางที่ฉลาดคือสร้างความพร้อม เสริมผลงานอยู่ตลอดเวลา"เมื่อฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พบว่าพนักงานเริ่มเหนื่อยหน่ายหมดใจ จึงไม่รอช้าและเริ่มทำการตรวจสอบระดับพลังงานของพนักงาน หรือ Energy Audit โดยการปล่อยตัวโครงการ The Energy Project ทันที" รศ.ดร.ศิริยุพา ระบุ

ทั้งนี้ การสำรวจพลังในการทำงานของพนักงานตามโครงการ The Energy Project จะทดสอบผ่าน 4 ปัจจัยหลักคือชาร์จพลังเติมสุขพนักงานแบบ 1+5  thaihealth ปัจจัยร่างกาย (Physical) ปัจจัยทางด้านอารมณ์ (Emotional) ปัจจัยสุขภาพจิต (Mental) และสุดท้าย ปัจจัยทางจิตวิญญาณ (Spiritual) จากนั้นจึงจัดโครงการฝึกอบรมเพื่อฟื้นฟูระดับพลังงานของพนักงานในปัจจัยต่าง ๆ

โดย ปัจจัยทางร่างกาย ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อยู่ในที่สิ่งแวดล้อมที่ดี และมีการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยทาง HR ร่วมกับหัวหน้างานรณรงค์ให้พนักงานจนถึงผู้บริหารระดับสูง ใส่ใจเรื่องมีวินัยการนอนให้พอ โดยให้ฝึกเข้านอนเร็วขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง เพราะพบว่า การเคี่ยวงานให้พนักงานต้องทำงานดึกดื่นแล้วนอนไม่พอ ในระยะยาวพนักงานจะล้า ทำงานไม่ออก เป็นเหตุของการลาออกและป่วยเรื้อรังจนต้องเสียค่ารักษาพยาบาล

ปัจจัยด้านสุขภาพจิต พบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวได้คะแนนต่ำที่สุด มีพนักงานจำนวนเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่มีสมาธิจดจ่อสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรืองานชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้อย่างสม่ำเสมอ  ทางบริษัทจึงให้คำแนะนำฝึกอบรมพนักงาน ให้จัดแบ่งเวลาอ่านและตอบอีเมล์ และอบรมผู้จัดการทั้งหลายให้พยายามลดการส่งอีเมลนอกเวลางาน และรู้จักทิ้งงานจริงๆ เวลาไปพักร้อน นอกจากนี้ ยังพิจารณาลดการประชุมที่ไม่จำเป็น เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นแสดงผลตรงกันว่า พนักงานจะทำงานได้ดีขึ้น ถ้ามีช่วงพักที่ไม่มีใครรบกวนสัก 90 นาที

ขณะที่ ปัจจัยด้านอารมณ์ ทางบริษัทมีวิธีการทำให้พนักงานมีอารมณ์ดี มีความสุข ด้วยการแสดงออกว่าเห็นในคุณค่าของพนักงาน และมีความไว้วางใจในตัวพนักงาน พยายามจัดมอบหมายงานที่ได้ใช้จุดเด่นของพนักงานแต่ละคน ทำให้แม้ว่าจะต้องทำงานนั้นนาน ๆ พนักงานก็จะไม่เบื่อ เพราะได้ทำงานที่ชอบและสามารถสร้างผลงานได้ดี

สุดท้าย ปัจจัยด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด เพราะเป็นเรื่องความเชื่อและปรัชญาในการดำรงชีวิตและดำเนินงานของพนักงาน ทางองค์กรจึงพยายามสื่อสารว่า งานที่พวกเขาทำอยู่มีความสัมพันธ์และสำคัญกับการดำรงอยู่ของบริษัทอย่างไร เมื่อพนักงานตระหนักถึงโซ่แห่งความสัมพันธ์นี้ เขาจะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กรและผูกพันรักใคร่องค์กรมากขึ้น

ขณะที่ เว็บไซต์เฮฮาเวิร์กเพลส  www.hehaworkplace.com ยังให้ความรู้ต่อยอดเกี่ยวกับ 5 วิธีรักษาความสุขให้คงอยู่กับพนักงาน ไว้เป็นคู่มือแก่องค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจ

ซึ่งนอกจากเรื่องการขึ้นเงินเดือน การจ่ายโบนัส และสวัสดิการต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุขยังมีอีกหลายวิธี ได้แก่

1. เมื่อทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย พนักงานควรได้รับรางวัลตอบแทน ได้รับการจดจำ และการยอมรับ ถือเป็นแรงจูงใจที่ดีที่จะทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรนาน ๆ ดังนั้นเมื่อพนักงานคนใดก็ตามทำงานได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเฉพาะคนที่ทุ่มเท องค์กรควรประกาศเกียรติคุณ มอบรางวัล และยกย่องพนักงานคนนั้นให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

2. ให้มากกว่ามาตรฐานที่ควรจะได้ การมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่เกินกว่ามาตรฐาน จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับพนักงานอย่างมาก และสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้พนักงานมีความสุข และสุขภาพดี ซึ่งทั้งหมดส่งผลดีโดยตรงกับองค์กร

3. นัดประชุมให้น้อยใช้เทคโนโลยีช่วยให้มาก หากต้องการให้พนักงานมีความสุขก็คือจัดประชุมให้พอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องนัดมาเจอกันในห้องประชุม แต่ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น สไกปป์ วิดิโอลิงค์ หากเป็นเรื่องเล็ก ๆ สามารถใช้ไลน์กรุ๊ปคุยปรึกษากันได้เช่นกัน

4.สร้างความสนิทสนมกับพนักงาน และสนใจเรื่องสำคัญในชีวิตพนักงาน พนักงานจะรู้สึกดีเมื่อนายจ้างให้ความสนิทสนม และสนใจในความสุขทุกข์ของพวกเขา และเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญในชีวิตพนักงาน เช่น ป่วย แต่งงาน คลอดลูก พ่อแม่พนักงานเสียชีวิต นายจ้างควรแสดงออกถึงความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตลูกจ้าง เช่น ไปเยี่ยม ส่งดอกไม้ ไปร่วมงาน ฯลฯ และ

5. หมั่นสอบถามพนักงานถึงสิ่งที่ต้องการให้องค์กรจัดหาให้ วิธีนี้ง่าย ตรงประเด็น และเห็นผล เพราะตรงความต้องการของพนักงาน ช่วยทำให้พนักงานมีความสุขและยังรู้สึกตัวเองมีความสำคัญกับบริษัทอีกด้วย.

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม