วิธีบริโภคน้ำประปาอย่างปลอดภัย

| |
อ่าน : 46,233

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยน้ำประปาปลอดภัย นำมาบริโภค หุงต้มอาหารได้เพิ่มความมั่นใจโดยตั้งทิ้งไว้หรือกรองน้ำก่อนใช้เพื่อลดกลิ่นคลอรีน

แนะวิธีบริโภคน้ำประปาอย่างปลอดภัย thaihealth

แฟ้มภาพ

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า คลอรีน เป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยงอย่างรุนแรง ราคาไม่แพงสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี ตรวจสอบประสิทธิภาพได้ และที่สำคัญคือ คลอรีนมีปริมาณคงเหลือเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจหลงเข้าสู่ระบบเส้นท่อตั้งแต่โรงผลิตน้ำจนถึงบ้านผู้ใช้น้ำ ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับและได้กำหนดให้มีคลอรีนคงเหลือในน้ำประปาไว้ 0.2 - 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่การใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาอาจมีข้อด้อยอยู่บ้างคือ จะทำให้เกิดกลิ่น โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่อาจมีกลิ่นคลอรีนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มปริมาณคลอรีนเพื่อป้องกันโรคระบาด และอาจเกิดการรวมตัวของคลอรีนกับสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดสารไตรฮาโลมีเทนที่เป็นสารก่อมะเร็ง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบที่จะนำมาใช้ในการผลิตน้ำประปาและคุณภาพน้ำประปาอยู่เป็นประจำและพบว่าโอกาสที่จะเกิดสารไตรฮาโลมีเทนในน้ำประปามีน้อยมาก

นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อไปว่า องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US-EPA) กำหนดความเข้มข้นสูงสุดของไตรฮาโลมีเทนในน้ำดื่มไว้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคจะต้องดื่มน้ำนานถึง 252 ปี จึงจะมีความเสี่ยงในระดับที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งได้ เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกับการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อและผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่า อันตรายจากการใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำและการเกิดสารไตรฮาโลมีเทน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากการดื่มน้ำประปาน้อยมาก ดังนั้นการใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำและมีปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือที่พอเหมาะตามเกณฑ์เสนอแนะขององค์การอนามัยโลกจึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจในการบริโภคน้ำประปา ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบคุณภาพความสะอาดของน้ำได้โดยเปิดน้ำใส่ภาชนะ และสังเกตว่าต้องใส ไม่มีตะกอน หากมีกลิ่นคลอรีนแสดงว่าน้ำได้ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ให้ตั้งทิ้งไว้นาน20 – 30 นาที กลิ่นคลอรีนจะจางหายไป และเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น ก่อนดื่มควรเปิดน้ำประปารองใส่ตุ่มพักไว้เพื่อให้ตกตะกอน และลดกลิ่นคลอรีน จากนั้นนำไปต้มจนเดือด นาน 3-5 นาที จะทำให้น้ำสะอาด แร่ธาตุในน้ำยังอยู่ครบ และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับสารไตรฮาโลมีเทนด้วย แต่ปัจจุบันประชาชนนิยมใช้เครื่องกรองน้ำผ่านการกรองชั้นถ่านเพื่อดูดกลิ่น และผ่านสารเรซินเพื่อลดความกระด้าง และนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยการผ่านแสงอัลตราไวโอเลตหรือแก๊สโอโซน ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น

"แต่อย่างไรก็ตาม ต้องทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีในการกรองน้ำและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคเนื่องจากบางครัวเรือนที่ยังมีการใช้ท่อที่เป็นเหล็กอยู่ เมื่อใช้งานไปในระยะเวลานานอาจมีคราบสนิมเกาะในบริเวณท่อและหลุดออกมาปนเปื้อนในน้ำ ทำให้เสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

 

 

ที่มา : สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง กรมอนามัย

 

 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม