บูรณาการสานต่อ "ฟู้ดเซฟตี้" สินค้าพืชผักผลไม้

โดย
| |
อ่าน : 4,589

นอกจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเร่งพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อศักยภาพการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางอาหารแล้ว ยังมีนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาด้านความปลอดภัยทางอาหารหรือ ฟู้ดเซฟตี้ (food safety) เพื่อช่วยผลักดัน ครัวไทยสู่ครัวโลก ตามนโยบายรัฐบาลด้วย การสร้างความร่วมมือระหว่าง “กรมวิชาการเกษตร” และ “กรมส่งเสริมการเกษตร” นับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าพืชให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นได้ ทำให้สินค้าพืชไทยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

นายดำรงค์  จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร ว่าด้วย การรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช หรือจีเอพี (gap) ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้บูรณาการงานตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพทุก 2 ปี มุ่งส่งเสริมและผลักดันแหล่งผลิตพืชผักและผลไม้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน gap เกษตรกรเป้าหมายกว่า 150,000 ราย รวมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ

สำหรับ กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลและเกษตรกร gap อาสา เพื่อเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำเกษตรกรในการเตรียมแปลงปลูกพืชเข้าสู่ระบบการ gap พร้อมตรวจประเมินแปลงเกษตรกรเบื้องต้น แล้วส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการต่อ ส่วน กรมวิชาการเกษตร ทำหน้าที่ตรวจรับรองแปลงเกษตรกรตามระบบ gap

ทั้งตรวจรับรองแปลงใหม่ และตรวจต่ออายุแปลงเดิม นอกจากนั้น ยังมีการตรวจติดตามแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วอย่างต่อเนื่องด้วยปี 2556 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งว่าได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรผู้ผลิตพืชผักและไม้ผลไว้ให้กรมวิชาการเกษตรตรวจรับรองตามมาตรฐาน gap จำนวน 21,000 ราย รวม 28,000 แปลง โดยได้มีการปรับแผนปฏิบัติงานเพื่อให้เกษตรกร ทำได้ง่ายขึ้น อาทิ การจัดการปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม การใช้สารเคมีการเกษตร การใช้เมล็ดพันธุ์พืช และการกำจัดแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน เป็นต้น หากผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กรมวิชาการเกษตรจะออกใบรับรองมาตรฐาน gap ให้ และผลผลิตจากแปลงมาตรฐานนี้จะได้รับรองเครื่องหมาย q ช่วยการันตีคุณภาพสินค้าได้

ทางด้าน นายวัชรินทร์ อุปนิสากร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบตรวจรับรองมาตรฐานการผลิต สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักและไม้ผลมายื่นจดทะเบียนจำนวน 195,593 แปลง พื้นที่กว่า 1,308,000 ไร่ มีแหล่งผลิตของเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน gap แล้ว 161,783 แปลง พื้นที่ ประมาณ 1,018,000 ไร่ คิดเป็น 82.7% ซึ่งปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้มีแผนเร่งตรวจติดตามแปลงที่ได้รับรองเครื่องหมาย q จำนวน 37,030 แปลง พร้อมตรวจเพื่อต่ออายุใบรับรอง 57,460 แปลง และเร่งตรวจรับรองแปลงใหม่ เป้าหมาย 31,510 แปลง

การสานต่อความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน gap ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก จะทำให้ไทยมีแหล่งผลิตสินค้าพืชที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทยได้ โดยเฉพาะการเปิด เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี (aec) ที่จะเริ่มมีผลในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ คาดว่า สินค้าเกษตรของอาเซียนจะมีการแข่งขันสูงขึ้น

“มาตรฐานสินค้าถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออก เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้ามากขึ้น มีหลายประเทศหยิบยกประเด็นมาตรฐานขึ้นมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาระบบการผลิตเข้าสู่มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น หากสินค้าไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน โอกาสทางการตลาดจะมีน้อย อาจจำหน่ายได้เฉพาะในตลาดท้องถิ่นหรือชุมชนเท่านั้น” นายวัชรินทร์กล่าว

หากสนใจนำแปลงปลูกพืชเข้าสู่มาตรฐาน gap สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-2537 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม