ผู้ป่วยปอดบวมยอดพุ่ง "ไอถี่-หายใจหอบ-น้ำมูกเปลี่ยนสี" รีบพบแพทย์

| |
อ่าน : 4,225

สธ.เตือนฝนชุกระวังปอดบวมพบผู้ป่วยแล้ว 76,000 คน ตาย 411 ราย แนะสังเกตอาการไอถี่-หายใจหอบ-น้ำมูกเปลี่ยนสี รีบพบแพทย์

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสภาพที่มีฝนตกชุกในช่วงนี้ อากาศจะ มีความชื้นสูง อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย เจ็บป่วยได้เป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ที่น่าห่วงก็คือโรคปอดบวมซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อทั้งหมดมักพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา ในปี 2556 ตั้งแต่ 1 มกราคม-9 มิถุนายน 2556 พบผู้ป่วยแล้ว 76,023 คน เกือบ 1 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป รองลงมากลุ่มอายุ 55-64 ปี ร้อยละ 11 และกลุ่มเด็กอายุ 1 ปีร้อยละ 10 มีผู้เสียชีวิต 411 คน ตลอดปี 2555 ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยโรคปอดบวมทั้งหมด 196,145 คน เสียชีวิต 1,920 คน

นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวต่อว่า ในการป้องกันโรคปอดบวมได้กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนประชาชนในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยด้วยโรคปอดบวม ได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ มีภูมิต้านทานต่ำกว่ากลุ่มอายุอื่น ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายอย่างเพียงพอโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ที่เป็นหวัด หากเปียกฝนให้รีบชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที นอกจากนี้ในผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่  เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค โดยสามารถรับบริการได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ฟรี

ด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด เช่น แบคทีเรียและเชื้อไวรัส อาการของโรคนี้ จะมีไข้สูง ไอ หายใจหอบ เหนื่อย มักจะเกิดตามหลังป่วยไข้หวัดประมาณ 3 วัน ดังนั้นวิธีการสังเกตง่ายๆ ว่าอาจมีโรคปอดบวมแทรกซ้อนเกิดขึ้น คือไข้ไม่ลด ไอมาก หายใจหอบ กรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ปกครอง สามารถสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนโรคปอดบวม ได้แก่ ไข้สูง เด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำ กินนม ไอมีเสมหะ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงดังหวีด หรือหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ขอให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตราย ต่างๆ จะน้อยลง

ทั้งนี้ การป้องกันไม่ให้ป่วยด้วยโรคปอดบวม ต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าหลายชั้นให้ร่างกายอบอุ่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ซึ่งในผักและผลไม้จะมีวิตามินซีเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีและ ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย และใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหาร ร่วมกับผู้อื่น ถ้าเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพัก งดทำงาน งดไปโรงเรียน ควรใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่คนแออัด หมั่นล้างมือให้สะอาดภายหลังสัมผัสสิ่งของหรือผู้ป่วย

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม