ปกป้องเยาวชนไทยห่างไกลบุหรี่

| |
อ่าน : 9,786

ร่วมผลักดัน ปกป้องเด็กและเยาวชนไทย ลด ละ เลิก การสูบยาสูบทุกประเภท

ปกป้องเยาวชนไทยห่างไกลบุหรี่ thaihealth

การบริโภคยาสูบ เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย ผู้ที่เริ่มต้นสูบบุหรี่ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากสารประกอบที่อยู่ในบุหรี่หลายชนิดก่อให้เกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น นอกจากจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพแล้วยังส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคม ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียในด้านต่างๆ อย่างประเมินค่ามิได้ ซึ่งสถานการณ์การบริโภคยาสูบของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงกว่า 20 ปี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งนักวิชาการ ร่วมกันผลักดันให้คนไทย ลด ละ เลิก การสูบยาสูบทุกประเภท ส่งผลให้แนวโน้มการสูบบุหรี่ ลดลงโดยลำดับในช่วงปี 2534-2554 จากจำนวน 12.26 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32 ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 2534 เหลือ จำนวน 11.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.7 ของประชากรทั้งประเทศ (การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคยาสูบของประชากรไทย : สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2556)

ในปี 2557 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 54.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูบบุหรี่ จำนวน 11.4 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ระหว่าง ปี 2557 กับ ปี 2556 พบว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 39 เป็นร้อยละ 40.5 ผู้หญิงเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.1 เป็น ร้อยละ 2.2 โดยอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 18.4 เท่า และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อบุหรี่โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 423บาท (ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับครอบครัวและประเทศ ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่ : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ /เล่มที่ ๒๘ /เรื่องที่ ๖ พิษภัยของบุหรี่) ผลการสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่าอายุของนักสูบหน้าใหม่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ในปี 2557 เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุ 15.6 ปี น้อยกว่าปี 2554 ที่เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุ 16.2 ปี (การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคยาสูบของประชากรไทย : สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2556) และในปี 2558 เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุ 8 ปี น้อยกว่าปี 2557 ที่เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุ 15.6 ปี (การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ : ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน พ.ศ. 2558)

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนและบังคับใช้มาตรการและกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม และควรปรับปรุงกฎหมาย นโยบายการควบคุมยาสูบให้ทันสมัย ตลอดจนการผลักให้ยาเลิกบุหรี่ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพอยู่ในบัญชียาหลัก ซึ่งจะเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ทางสังคม เพื่อสกัดกั้นการเกิดนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ลดนักสูบหน้าเก่า ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัยจากควันบุหรี่ อันจะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ดำเนินการให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้มีการบังคับใช้มากว่ายี่สิบปี เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เป็นภาคีของอนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบขององค์การอนามัยโลก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพิษภัยร้ายแรงจากการเสพติดยาสูบและการได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งในขณะเดียวกัน บริษัทบุหรี่ได้พัฒนาเทคนิคการตลาดใหม่ และมีผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เช่น การใช้พริตตี้ การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม การพัฒนาบุหรี่รสชาติใหม่ เป็นต้น ทำให้มีผู้เสพติดบุหรี่รายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

อีกทั้งในปัจจุบันมีเว็บไซต์มากกว่า 2,000 เว็บไซต์ที่ ทำการโฆษณาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่/ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ยังไม่ได้แจ้งส่วนประกอบ หรือการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายหรือไม่เสียภาษีสรรพสามิต หรือตัวผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตในการขาย นอกจากนี้การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบทางอินเตอร์เน็ต ยังไม่สามารถควบคุมมิให้จำหน่ายแก่ผู้ซื้อที่อายุต่ำกว่า 18 ปีได้

ดร. วรานิษฐ์ ลำใย หัวหน้าโครงการสนับสนุนกิจกรรมสร้างกระแส แสดงจุดยืนหนุน พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน กล่าวว่า “ขณะนี้เรากำลังมีการรณรงค์ผลักดันให้มีการพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยถ้าหากพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะส่งผลต่อการลดอุปสงค์ยาสูบของเยาวชนและป้องกันเยาวชนรายใหม่ที่เสพติดบุหรี่ได้ปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน ซึ่งจะลดความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์ได้เฉลี่ย 15,800 ล้านบาทต่อปี ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่นี้แทบจะไม่กระทบรายได้ภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการ คลัง ซึ่งปัจจุบันเก็บภาษีบุหรี่ได้ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเป็นสัดส่วนรายได้ภาษีจากบุหรี่นอกร้อยละ 38 และมาจากบุหรี่ภายในประเทศร้อยละ 62 ส่วนชาวไร่ผู้ปลูกใบยาสูบมีช่องทางการขายใบยาสูบหลายช่องทาง ตั้งแต่การขายให้โรงงานยาสูบมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทและการส่งออกมูลค่ากว่า 2,250 ล้านบาท ส่วนที่เหลือขายให้กับผู้ประกอบการยาเส้นภายในประเทศ ดังนั้น ชาวไร่จะได้รับผลกระทบจากการลดอุปสงค์ภายในประเทศไม่มาก และมีระยะเวลาในการปรับตัวไปปลูกพืชอื่นๆที่มีผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่าร่วมด้วย”

จากมาตรการที่กำหนดในร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ล้วนเป็นมาตรการสากลที่กำหนดอยู่ในอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ ที่ประเทศไทยรวมทั้ง 178 ประเทศ เป็นรัฐภาคีและเป็นมาตรการที่ประเทศต่างๆ ได้ปฏิบัติกันอยู่แล้ว ด้วยเห็นผลดังกล่าวทางคณะผู้ดำเนินโครงการจึงเห็นความสำคัญในการที่จะสร้างกระแสสังคม ขยายเครือข่ายเพื่อผลักดันและสนับสนุน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ เพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทย และลดการสูญเสียเศรษฐกิจของประเทศ

ผศ.ดร.พิจิตรพงศ์ สุนทรพิพิธ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า “แม้ว่ามีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกว่าหลายร้อยองค์กรเห็นประโยชน์แก่ส่วนรวมในการผลักดัน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ เพื่อให้ทันเล่ห์กลของนายทุนบุหรี่ข้ามชาติ ที่พยายามโฆษณาเชิญชวนให้เยาวชนมีค่านิยมของการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากแนวโน้มของเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มสูบบุหรี่ด้วยอายุที่น้อยลงจากปีก่อนๆ”

“ขณะนี้เยาวชนไทยติดบุหรี่แล้ว 1.67 ล้านคน ซึ่งเด็กไทยกว่าร้อยละ 80 ที่ซื้อบุหรี่แบบแบ่งซองขาย ประเทศไทยประกาศเข้า AEC ในปี 2558 ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้าน AEC เช่น ลาว เมียนมาร์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ก็มีกฎหมาย(ตามพ.ร.บ.ฉบับนี้มานานแล้ว)ห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นมวนแล้ว และทำไมประเทศไทยจึงไม่เห็นความสำคัญกับสุขภาพของเยาวไทยซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่จะบริหารประเทศในอนาคตต่อไป” ผศ.ดร. พิจิตรพงศ์กล่าว

 

 

ที่มา:  www.thaipr.net

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม