"จิตอาสา" ปลุกจิตสำนึกพลเมือง

โดย
| |
อ่าน : 16,888

/data/content/2015/01/27117/cms/e_abfgkqstx357.jpg

          ปัญหาที่หลากหลายและทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในสังคมไทย ประกอบกับคนในสังคมต่างคาดหวังถึงการปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น นอกเหนือจากการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาโดยกลไกรัฐแล้ว การปฏิรูปด้วยการ "ลงมืปฏิบัติ" จาก "พลังประชาชน" ก็นับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง และกลายเป็นสิ่งสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ เพื่อการขับเคลื่อนงานระดับชาติ

          ซึ่ง "จิตอาสา" หรือ "อาสาสมัคร" คนธรรมดาในสังคมที่อยากมีส่วนร่วมทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็คือพลังประชาชนที่ว่านั่นเอง

          เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว หลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าถล่มชายหาดภาคใต้ของไทย รูปแบบของจิตอาสาในสยามประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากกลุ่มอาสาสมัครในรูปแบบเฉพาะ เช่น สมาชิกมูลนิธิ กาชาด กู้ภัย ฯลฯ ก็กลายเป็น "ใครก็ได้"  ที่เห็นความเดือดร้อนของคนอื่น แล้วต้องการยื่นมือไปช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

          นันทินี มาลานนท์ ผู้จัดการเครือข่ายจิตอาสา ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า  คำว่าจิตอาสาสำหรับคนที่คลุกคลีอยู่กับงานตรงนี้แล้ว คือประตูเปิดโอกาสให้คนทั่วไป ได้ร่วมแก้ไข ลดช่องว่าง เติมเต็ม ปัญหาบางอย่างในสังคม เช่น ปัญหาเด็กเยาวชน สิ่งแวดล้อม ในภาพรวม ปัจจุบันสังคมไทยตื่นตัวในเรื่องจิตอาสาและเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มากขึ้น แต่นั่นไม่ได้การันตีว่า กระแสจิตอาสาแบบใหม่ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงคูณทวี จะครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และกระจายตัวไปช่วยเหลือได้ในทุกพื้นที่

          "กระแสจิตอาสาในไทยจุดติดแล้ว เรื่องปริมาณหรือจำนวนไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่เรื่องพัฒนาคุณภาพและศักยภาพจิตอาสาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า ฉะนั้น ถึงเวลาที่ต้องมองข้ามเรื่องกระแส และหันไปทำเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ให้พลังของจิตอาสาสามารถสร้างผลกระทบในด้านดีเกิดแก่สังคมได้อย่างแท้จริง"ผจก.เครือข่ายจิตอาสา กล่าว

          โดยคุณสมบัติเบื้องต้นที่เหล่าจิตอาสาคุณภาพควรมี นันทินี แจงว่า 1.การเป็นอาสาหรืออาสาสมัคร ต้องรู้ตัวเองว่ามีศักยภาพในการช่วยเหลือสังคมในด้านไหน อย่างไร 2.แม้จะเป็นจิตอาสาหรืออาสาสมัครก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่จะทำเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ และ 3.ระหว่างการเป็นจิตอาสาหรืออาสาสมัคร ควรเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น พร้อมทั้งเรียนรู้ประเด็นปัญหาอื่นๆ ในสังคมให้มากขึ้น

          ไม่ใช่เพียงแค่ฝั่งตัวจิตอาสาที่ต้องพัฒนาตน หากแต่ฝั่งองค์กรหรือหน่วยงานที่เพาะเมล็ดพันธุ์อาสาสมัคร ต้องเฝ้าดูฟูมฟักให้เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพด้วย

          "งานจิตอาสาไม่ใช่กิจกรรมทำวันเดียวจบ แต่ควรพัฒนาให้เป็นกระบวนการทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน /data/content/2015/01/27117/cms/e_cdhijkps1458.jpgฉะนั้น องค์กรและหน่วยงานที่ทำในเรื่องนี้ ต้องพัฒนาต่อยอดจิตอาสาในด้านต่าง ๆ คอยเพิ่มศักยภาพให้พวกเขา ผ่านการวัดผลอย่างจริงจังหรือวิธีอื่นก็ตามแต่ ไม่ใช่ผลิตอาสาสมัครมาเพื่อเป็นแรงงานให้องค์กรเท่านั้น"นันทินี ให้ข้อคิดเพิ่ม พร้อมกล่าวด้วยว่า

          "งานจิตอาสา เป็นการพัฒนาจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชน ถ้าคนในสังคมมีจิตอาสาแล้ว การขับเคลื่อนงานระดับชาติในเรื่องต่าง ๆ ก็คงไม่เกินฝันที่จะทำได้"

          ขณะที่ วิบูลย์ ลีรัตนขจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทเซิร์ช กล่าวว่า จากประสบการณ์การเป็นผู้ร่วมจัดงานคนไทยขอมือหน่อยปีแรก ซึ่งเป็นงานรวมพลจิตอาสาทั้งประเทศ ได้เรียนรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเข้าถึงงานเพื่อสังคมอยู่ไม่น้อย นับเป็นเรื่องดี ที่จะมีพื้นที่สื่อสารอย่างงานคนไทยขอมือหน่อย ปี 2 "ปลุกพลัง เปลี่ยนไทย : Inspiring Thailand"  โดยเป็นรูปแบบการนำเสนองานภาคสังคมมิติใหม่ ในลักษณะ Social Expo ที่ดูทันสมัย และมีเนื้อหาสาระกึ่งงานบันเทิง ให้ประชาชนทั่วไปได้มาพบปะทำความรู้จักกับคนทำงานภาคสังคมจากทุกภาคส่วน ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน รวมทั้งคนบันเทิงที่ยินดีมาช่วยในงานนี้

          "ผมเองเป็นทั้งสื่อและเป็นทั้งคนในวงการบันเทิง รู้สึกชื่นชมที่ประเทศไทยมีงานดีๆ แบบนี้ ช่วยกันนะครับ ลองมาดูมาชมงานนี้แล้วท่านจะทราบว่า การลงมือทำเพื่อส่วนรวมทำได้ตลอดเวลาแม้ในสถานการณ์ปกติ ยิ่งเมื่อเกิดกรณีภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่องช่องทางการช่วยสังคมยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราแน่นอน"ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทเซิร์ช กล่าวทิ้งท้าย

          กิจกรรม ปลุกพลัง เปลี่ยนไทย : Inspiring Thailand หรือ คนไทยขอมือหน่อย ปี 2 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2558 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น ณ  เซ็นทรัลคอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง หอการค้าไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ(สปพส.) สถาบันเช้นจ์ ฟิวชันฯ และภาคีต่างๆ กว่า  20 องค์กร 140 หน่วยงาน กว่า 130 บูธกิจกรรม ได้ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมกับคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม.

 

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม