กลไก 8 ก.สร้างสุข 'อีสาน'

| |
อ่าน : 6,712

         อีสาน นำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผสานเข้ากับ "กลไก 8 ก." เพื่อยกระดับชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่

/data/content/2014/12/26680/cms/e_cdhjnoxy4789.jpg

          ไม่เพียงแค่คนกรุงต้องเผชิญมลพิษแวดล้อมเท่านั้น คนต่างจังหวัดก็เช่นกัน ทั้งที่ทราบและไม่ทราบสาเหตุต้นตอ ก่อให้เกิดสุขภาวะที่ไร้ความยั่งยืน

          เห็นได้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศ เป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุด แต่กลับต้องประสบกับปัญหาความแห้งแล้ง ความยากจน การย้ายถิ่นไปทำงานในเมืองใหญ่ การล้มป่วยจากสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

          ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน ทำให้เกิดแนวคิดการนำคนในชุมชน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเทศที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผสานเข้ากับ "กลไก 8 ก." ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อยกระดับชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่

          แนวความคิดดังกล่าว เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาของสสส. ที่ร่วมมือกับหลากหลายภาคีในภาคอีสานสร้าง "เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นน่าอยู่ ภาคอีสาน" ทำให้เกิดงานมหกรรม "ฮักแพง แบ่งปัน อีสานสร้างสุข" ขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดสุรินทร์

          ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผอ.สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งด้านสังคม  การศึกษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับกลไก 8 ก. ได้แก่

          1.แกนนำ เป็นกลไกหลักในการรับผิดชอบและขับเคลื่อนงาน

          2.กัลยาณมิตร คือมีภาคีเครือข่ายร่วมแรงร่วมใจสนับสนุน

          3.กองทุน มีการระดมทรัพยากร เพื่อใช้ ขับเคลื่อนงาน

          4.การจัดการ โดยแบ่งหน้าที่/โครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน

          5.การเรียนรู้ ส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน

          6.การสื่อสาร เพื่อสร้างความรับรู้และความตื่นตัวทั่วทั้งชุมชน

          7.กระบวนการพัฒนา เสริมศักยภาพคนในชุมชน

          และ 8.กฎกติกา เพื่อเป็นแนวทางข้อปฏิบัติ

          ผอ.สสส.กล่าวว่า นอกจากจะใช้หลักการเข้ามาร่วมดำเนินงานแล้ว จะต้องประชุมร่วมกับชุมชนด้วย เพื่อที่จะช่วยกันแสดงความเห็นต่อแผนชุมชนที่จะทำขึ้นมา โดยท้องถิ่นและหน่วยราชการต้องเข้ามาช่วยเสริม เพื่อเป็นโอกาสในการขยายจากชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนหนึ่ง และในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า จะทำงานกับภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เกิดการขยายพื้นที่แวดล้อมดีๆ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีส่วนเข้ามาผลักดันเรื่อง ดังกล่าวแล้ว

          นายสุรพล เหลี่ยมสูงเนิน หัวหน้าโครงการขยายผลการพัฒนาทักษะ ด้านการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพให้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล เผยว่า ที่ผ่านมา ยังเป็นการ ยกระดับเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เช่น ชุมชนน่าอยู่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ชุมชนน่าอยู่เกษตรอินทรีย์ แต่ชุมชนยังมีอีกหลายประเด็น จึงควรยกระดับให้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้จัดการปัญหาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะแกนนำหรือทีมงาน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมคิดและวางแผน โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ทุกคนอยากทำงานร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งจะเป็นเรื่องยาก

          ในงานยังมีเครือข่ายชุมชนหลายจังหวัดที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยน โดยหนึ่งในเวทีเสวนา "จัดการชุมชนลด ละ เลิกเหล้าแบบมืออาชีพ" ซึ่งมีนายสด วงภักดี นายคำภา ศิลาชัย ตัวแทนชุมชนบ้านหนองลุง จ.ศรีสะเกษ นายสุนทร ธรรมนาม ตัวแทนชุมชนบ้านหนองคูน้อย จ.สุรินทร์ เข้าร่วม โดยเกริ่นถึงปัญหาที่เกิดจากงานบุญกุศลประเพณีของท้องถิ่น จะเกี่ยวข้องกับสุราทั้งสิ้น เป็นตัวอย่างผิดๆ แก่เยาวชนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท อบายมุข จนเสียการเรียน

          นอกจากนี้ ยังเกิดในครอบครัวที่มีผู้ปกครองดื่มสุราหนัก จนทำให้สภาพครอบครัวแย่ ถึงขั้นไร้การทำงาน ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำเกษตร แต่แล้วก็ประสบปัญหาภาวะการเงิน ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในชุมชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเหล้า บุหรี่ สารเคมีที่ใช้ในเกษตรกรรม การจัดการขยะ เยาวชน และป่า/data/content/2014/12/26680/cms/e_acdhouxy3678.jpg

          แต่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นย่อมมีทางแก้ไขเสมอ เพียงร่วมมือกันรณรงค์การเลิกดื่มสุรา ในงานสำคัญ หรือแม้แต่การนำผู้ที่ดื่มสุรามาเป็นแกนนำ เพื่อมีความมั่นใจและกล้าที่จะแสดงออก และเป็นที่ยอมรับและเข้าใจกัน

          เพื่อให้เข้าถึงบริบทของ "ชุมชนน่าอยู่" จึงต้องลงพื้นที่ไปยังบ้านเกาะ หมู่ 3 ต.แจนแวน อ.ศรีณรงค์ เพื่อเรียนรู้ถึงโครงการเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมี เพื่อชีวีปลอดภัยและยั่งยืน

          ในพื้นที่บ้านเกาะ มีครัวเรือนที่ทำเกษตรกรรม 190 ครัวเรือน และทุกบ้านใช้สารเคมีมากน้อยแตกต่างกัน มีทั้งปุ๋ยเคมีที่ใช้ในไร่นาข้าว ไร่อ้อย แปลงผัก ในกลุ่มนี้มีครัวเรือนที่ปลูกผักไว้กินและขาย 10 ครัวเรือน ซึ่งเกษตรกรต้องรับภาระซื้อสารเคมี ทั้งปุ๋ยและยาพ่นฆ่าแมลงสูงถึง 30,000 บาท

          สิ่งหนึ่งที่พบในชาวบ้าน เมื่อแพทย์สุ่มตรวจร่างกาย 100 คน ปรากฏว่าเกษตรกรกว่า 70 คน มีสารเคมีอยู่ในร่างกาย ซึ่งมาจากอาหารและการใช้สารเคมี

          นายสงวน ศิริทวี หัวหน้าโครงการ จึงเชื่อมโยงท้องถิ่นและท้องที่ในการร่วมมือกับสสส. เพื่อให้ชาวบ้านทราบถึงพิษภัยการใช้สารเคมี โดยนำร่องเป็นตัวอย่างพื้นที่ทำเกษตรกรรม เลี้ยงคอกหมู เพื่อนำมูลมาใช้เป็นปุ๋ย และยังขายส่งหมูได้ด้วย นอกจากนั้น ยังแบ่งพื้นที่เลี้ยงไก่ เพื่อนำไข่ไก่ขายได้มูลค่าเพิ่ม

          ส่วนสำคัญในการทำให้ยั่งยืนนั้น คงไม่พ้นเรื่องการศึกษา

          นางจิราพร นุตโร ครูสำนักงานกศน. ต.แจนแวน กล่าวว่า จะมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้พื้นที่วัดเทพมงคล เพื่อให้ทุกคนใกล้ชิดกับวัด ในเรื่องของการให้ชาวบ้านและเด็กๆ เข้ามาศึกษา จนเกิดเป็นกลุ่มแม่บ้านทำน้ำพริกขาย สร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน

          นอกจากจะส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว ยังเน้นให้ทุกคนมีทักษะด้านความรู้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในบ้านเกาะ 3-5 ราย ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งมีโครงการให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกัน ขณะเดียวกันก็ยังส่งเสริมเยาวชนให้ศึกษาและต่อ ยอดพัฒนาชุมชนได้

          อีกหนึ่งแหล่งที่พบปัญหาไม่ต่างกัน แต่เมื่อทุกคนรวมใจกัน ก็ทำให้เกิดโครงการร่วมสร้างชุมชน และท้องถิ่นให้น่าอยู่ คือที่บ้านคูขาด หมู่ 5 ต.หนองแวง อ.หนองแวง มีจำนวน 169 หลังคาเรือนซึ่งนอกจากจะมีปัญหาการใช้สารเคมีแล้ว ชาวบ้านยังไม่ได้มีส่วนร่วมพัฒนาหมู่บ้าน

         /data/content/2014/12/26680/cms/e_aefloqstvz48.jpg แต่เมื่อได้นำแนวทาง 8 ก. เข้ามาเสริม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีสภาผู้นำที่ประกอบขึ้นจากตัวแทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มแม่บ้านอสม. กลุ่มผู้นำด้านการปกครองท้องถิ่น ตัวแทนอาชีพต่างๆ 43 คน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเข้ามา บริหารจัดการในชุมชน ด้วยการประชุมปรึกษาหารือกันทุกเดือน

          ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการมีส่วนร่วม ด้วยกลไกผู้นำที่เข้มแข็ง ชาวบ้านแบ่งพื้นที่ริมบึงสาธารณะ เพื่อปลูกผักปลอดสารเคมี 40 แปลง ในทุกเย็นชาวบ้านจะมาทำสวน ส่วนผลผลิตที่ได้จากการเกษตรจะมี ป้าสุม อ่อนล้ำ วัย 50 ปี คอยนำผักใส่ตะกร้ารถจักรยานปั่นส่งขายไปยังหลายๆ หมู่บ้าน ทั้งในต.หนองแวง และตำบลใกล้เคียงรวม 14 หมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านปลูกผัก ทำนา และพัฒนาบริบทของหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง

          ผลที่ได้นั้นก่อให้เกิดต้นแบบของชุมชนน่าอยู่ในภาคอีสาน 20 จังหวัด และ เข้าร่วม 362 โครงการ ซึ่งหากจะให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้น คงต้องอาศัยพลังจากท้องถิ่นด้วยกัน

 

 

     ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

404 File Not Found.
Sorry, the page you requested
may have been move or delete.

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม