พลังคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ชุมชน

โดย
| |
อ่าน : 3,800

          การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากสังคมใดมีผู้เสียสละ มีจิตอาสา คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก สังคมนั้นก็จะก้าวหน้าและมีความสุข แต่หากสังคมใดเห็นแก่ตัว หรือไม่เข้มแข็ง ปัญหาต่างๆ ก็ย่อมจะติดตามมา และพบว่าหลายพื้นที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน แต่บางพื้นที่กลับสามารถหาทางออกได้อย่างงดงาม

          สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน "พลัง/data/content/2014/11/26535/cms/e_fjklmnrvwy18.jpgคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ชุมชน" บางตัวอย่างที่พูดคุยกันบนเวทีเสวนางานนี้ สะท้อนภาพของชุมชน หรือสังคมที่ประสบความสำเร็จในการพลิกวิกฤติปัญหาต่างๆ ให้กลายเป็นโอกาส และยังเป็นแนวทางที่ชุมชน อื่นๆ อาจสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

          นายพีรวัศ คิดกล้า ผู้ใหญ่บ้านสำโรง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า หมู่บ้านสำโรงเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีประชากรมากกว่า 700 คน จึงประสบปัญหาหลายด้าน เช่น ชาวบ้านปลูกผักขาย มีการปนเปื้อนสารเคมีมาก หรือในหมู่บ้านมีการทิ้งขยะเรี่ยราด จนไม่ งามตา และยังมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก รวมถึง มีการดื่มเหล้ามากเป็นอันดับ 2 ของตำบล เป็นต้น

          ลำพังผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ เลยมองหาคนดี คนเก่งในหมู่บ้านที่มีจิตอาสาให้เข้ามาช่วย โดยดึงมาจากทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มสตรี กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มผู้นำชุมชนเชิงโครงสร้าง กลุ่มอาชีพ กลุ่มเยาวชน และตัวแทนจากทุกคุ้ม ตั้งเป็นสภาผู้นำชุมชน มีทั้งหมด 53 คน จากนั้น จึงกำหนดเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

          ส่วนของสภาผู้นำชุมชน ได้สร้างกติการ่วมกัน 4 ข้อ คือ 1.ต้องมีการประชุมกันทุกเดือน 2.ต้องไม่ดื่มเหล้า ไม่เมาเข้าห้องประชุม 3.ทุกคนที่มาประชุมต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบสภา และ 4.คนที่จะนำเสนอต้องยกมือ แล้วนำเสนอ

/data/content/2014/11/26535/cms/e_bdfgnqw23478.jpg

อย่างมีเหตุผล

          เมื่อสภาเข้มแข็ง ก็มองไปที่ปัญหาชุมชนเพื่อหาทางแก้ไข และออกกฎของหมู่บ้าน เช่น ให้มีการคัดแยก ขยะ ส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวในบ้าน และเลิกเหล้า ในงานศพ ซึ่งช่วงแรกชาวบ้านไม่เห็นด้วย จึงต้องคืนข้อมูลให้ชุมชน ชี้ให้เห็นว่า ขยะเป็นของมีค่า สามารถสร้างรายได้ถ้าหากมีการคัดแยก

          ส่วนเรื่องการดื่มเหล้านั้น ตามปกติแต่ละหมู่บ้านจะมีคนติดเหล้าหนัก 1 ราย แต่ที่บ้านสำโรงมีมากกว่า 10 ราย แต่ละปีชาวบ้านเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะซื้อเหล้ามากถึงปีละ 1 ล้านกว่าบาท เหตุและผลที่ชัดเจน ตรงจุด ทำให้ชาวบ้านหันกลับมามองตัวเอง และเริ่มปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตั้งขึ้น

          "สภาเปรียบเสมือนมันสมองของชุมชน เมื่อมันสมอง ทำงาน แขน ขา ส่วนอื่นๆ ก็ขยับขับเคลื่อนตามมา ส่งผลให้ทุกวันนี้คนบ้านสำโรงหันมาปลูกพืชผักไว้บริโภคเองอย่างปลอดภัยมากขึ้น และไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด หากมี คนต่างถิ่นทิ้งขยะตามถนน คนบ้านสำโรงก็จะคอยเก็บ เช่นเดียวกับหลายครอบครัวที่เลิกเหล้า ได้นำเงินสำหรับซื้อเหล้ามาเลี้ยงกบ สร้างรายได้ให้งอกเงยแทนการเสียเงินทำลายสุขภาพตัวเอง" นายพีรวัศ กล่าว

          ด้าน วรางคนางค์ นิ้มหัตถา จากโครงการสวนผักในพื้นที่เขตเมือง กล่าวว่า สภาพสังคมปัจจุบันทำให้คนเมืองไม่มีทางเลือกในการบริโภค ใครปลูกอะไร 

/data/content/2014/11/26535/cms/e_bcfijpqrtxy9.jpg

ขายอะไรก็ต้องซื้อ แม้ส่วนใหญ่จะไม่ปลอดภัยจากสารเคมี ทั้งยังต้องกินทุกวัน วันละ 3 มื้อ ทำให้คิดอยู่เสมอว่า จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งที่อยู่ในเขตเมืองได้อย่างไร ซึ่งวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนหันมาสนใจเรื่องพืชอาหารที่ปลอดภัย สามารถบริโภคได้แม้ในยามเกิดภัยพิบัติ

          "สวนผักคนเมือง จึงเป็นทางเลือกและทางออกของปัญหา แม้หลายคนจะไม่มีพื้นที่ก็สามารถปลูกผักไว้กินเองได้ แต่วิธีการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองนั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นก่อนว่า ทุกคนสามารถปลูกผักเองได้ และการปลูกผักไว้กินเองเป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ มีอาหารปลอดภัยจากสารเคมี ขณะเดียวกันการลงมือปลูกและดูแลผักด้วยตนเองยังทำให้ได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพจิตที่ดี ผ่อนคลายจากความเครียด รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่าย ส่งผลถึงเศรษฐกิจในครอบครัวที่ดีขึ้น" วรางคนางค์ ย้ำ

          ขณะที่ สุรเดช ลุนิทรานนท์ อาจารย์หนุ่มจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผู้มีบทบาทส่งเสริมเยาวชนให้สร้างสรรค์ชุมชน เล่าว่า ปัญหาที่ขบคิดตลอด มาคือ ทำไมโลกของวิชาการต้องแยกจากท้องถิ่น ชุมชน ทำให้เด็กออกจากบ้านมาหลงแสงสีเสียง จนไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย เมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนอาจารย์ที่มีแนวคิดเดียวกัน จึงรวมตัวกันดึงเด็กเอกพัฒนาชุมชนและพัฒนาสังคม 3 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ/data/content/2014/11/26535/cms/e_cdefhkoprxz3.jpgลำปาง และมหาวิทยาลัยพะเยา มาทำงานกับชุมชน 15 พื้นที่

          "ผ่านมา 8 เดือนเศษ เด็กเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน เกี่ยวกับท้องถิ่นอย่างแท้จริง ทลายโลกวิชาการที่แยกออกจากชุมชน แต่กลับมีความผูกพัน ความใกล้ชิด และสุดท้ายคือ มีความสุขที่เห็นชุมชนเป็นสุข อันเปรียบเสมือนสุขแท้ด้วยปัญญา เพราะวิธีการทำงานของเด็กไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการของชาวบ้านในทันที เช่น กลุ่มนักศึกษาราชภัฏเชียงใหม่เลือกทำเรื่องปลอดสารเคมี ชีวีมีสุข ลงพื้นที่ อ.อมก๋อย พวกเขาค่อยๆ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพิษภัยของสารเคมีที่มีต่อตัวชาวบ้านเอง จนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความสมัครใจ" สุรเดช กล่าว

          แม้ตัวอย่างการสร้างสรรค์ชุมชนในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ แต่หากมีการขยายผล เพิ่มจุดขึ้นในหลายๆ ชุมชน ย่อมเกิดการขับเคลื่อนสู่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และสุดท้ายกลิ่นอายของความสุขก็จะถูกแบ่งปันไปทั่วประเทศไทย

 

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม