เตือนภัย ‘โรคตาแดง’ ครึ่งปีป่วยกว่า 8 หมื่นคน

| |
อ่าน : 4,746

/data/content/2014/07/25185/cms/e_ehjklntuy467.jpg

          กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์โรคตาแดงปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา เกือบ7 เดือนทั่วประเทศพบผู้ป่วยถึง 80,007 ราย มากกว่าช่วงเดียวกันในปี 2556 ร้อยละ9 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พบได้ทุกวัย ย้ำเตือนเด็กที่เล่นน้ำท่วมขังเสี่ยงเกิดโรคตาแดงได้สูง

          นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงหน้าฝนนี้มีหลายโรคที่สามารถติดต่อกันและระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตาแดง เนื่องจากโรคนี้ติดต่อกันง่ายจากการสัมผัสเชื้อโรคแล้วมาโดนตา ปีนี้ผ่านมาเกือบ 7 เดือน  สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 กรกฎาคม 2557 มีผู้ป่วยแล้ว 80,007  ราย เฉลี่ยวันละ 408 ราย สูงกว่าช่วงเดียวกันในปี 2556 ร้อยละ9  และคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาคใต้มีอัตราป่วยสูงสุด โดย5 จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนคนสูงสุดได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส พัทลุง ยะลา และปราจีนบุรี ผู้ป่วยพบได้ทุกกลุ่มอายุ ในจำนวนนี้พบในเด็กอายุต่ำกว่า 28 วัน 394 ราย แสดงให้เห็นว่าผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะการดูแลความสะอาดมือก่อนอุ้มเด็ก หรืออาจมีคนป่วยโรคตาแดงอยู่ภายในบ้านและคลุกคลีกับเด็กแรกเกิด ทำให้ติดเด็กแรกเกิดได้

          นายแพทย์ณรงค์กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เผยแพร่ความรู้ การดูแลสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคตาแดงให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ เพื่อป้องกันการป่วยจากโรคนี้ โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำป่าไหลหลาก ฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ ขอให้ผู้ปกครองย้ำเตือนลูกหลานอย่าลงไปเล่นน้ำ เนื่องจาก

         ในน้ำท่วมขังจะมีสิ่งสกปรกที่อยู่บนพื้นดิน เช่นมูลสัตว์ต่างๆ ขยะปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก และมองไม่เห็น หากน้ำเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบและเป็นโรคตาแดง และหากน้ำเข้าปากอาจเกิดโรคอุจจาระร่วงได้            

         นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  โรคตาแดง (Haemorrhagic Conjunctivitis)  เกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อโรคจะอยู่ในน้ำสกปรกหรือฝุ่นละอองเข้าตาโดยตรงหรือติดมากับมือ เมื่อเชื้อโรคเข้าตาจะทำให้ระคายเคืองตา ตาแดง มีขี้ตามาก หนังตาบวม ปวดตาหรือมองแสงจ้าไม่ได้ อาจเป็นข้างหนึ่งข้างใดหรือเป็นทั้ง 2 ข้าง โรคนี้ติดต่อกันจากการสัมผัสมากที่สุด โดยสัมผัสกับน้ำตา ขี้ตา หรือสัมผัสของใช้ของผู้ป่วย เช่นผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อป่วยแล้วต้องหยุดเรียน หยุดงานประมาณ 7 วัน เพื่อป้องกันโรคติดต่อไปยังผู้อื่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ จะตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างดี 

        ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว โรคตาแดงมักจะไม่ทำให้ปวดตามากหรือตามัว สิ่งที่ควรระวังคือ หากเป็นโรคนี้แล้วมีอาการปวดตามาก ตาแดงมาก ตามัวหรือมองสู้แสงไม่ได้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นโรคอื่นเช่นต้อหิน ม่านตาอักเสบ ซึ่งถ้าได้รับการรักษาช้าอาจเกิดความพิการอย่างถาวรของตาได้

        สำหรับผู้เป็นโรคตาแดงแล้ว โรคนี้จะมีน้ำตา ขี้ตาออกมามากกว่าปกติ ควรใช้กระดาษทิชชูที่สะอาดเช็ดหรือซับน้ำตาแล้วทิ้งในถุงพลาสติก ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาหรือเช็ดขี้ตา เนื่องจากเชื้อโรคจะสะสมอยู่ในผ้าและติดต่อคนอื่นได้  ต้องล้างมือบ่อยๆโดยเฉพาะหลังสัมผัสน้ำตา ขี้ตา พักผ่อนให้เพียงพอ และพักการใช้สายตา หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าห่ม ผ้าขนหนู  ไม่ใช้ผ้าปิดตา เนื่องจากจะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้มากขึ้น อย่าให้แมลงวันแมลงหวี่ตอมตา เพื่อป้องกันเชื้อติดคนอื่น

 

 

         ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

         ภาพประกอบจากอนเทอร์เน็ต

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การรับสมัครหรือเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม