เตรียมร่างกายให้พร้อม ลดเสี่ยงก่อนออกกำลังกาย

| |
อ่าน : 18,475

/data/content/2014/07/25015/cms/e_bcfhijlpz239.jpg

          สสส.ย้ำอย่ากลัวออกกำลังกาย แค่ทำให้ถูกวิธี ชวนคนไทยสุขภาพดี ด้วยกิจกรรมง่ายๆ แค่หมั่นเดิน-ทำงานบ้าน ด้านผู้เชี่ยวชาญแนะสูตรออกกำลังกาย "Warm up-Cool Down" ไม่ทำให้เสียชีวิต

          จากกรณีมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะวิ่งออกกำลังกายอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าในสถานบริการออกกำลังกาย ของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ทำให้เกิดกระแสความกังวลและคำถามเรื่องการออกกำลังกายนั้น รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ที่บ้าน หรือที่สถานบริการออกกำลังกาย

          ทั้งนี้ การออกกำลังกายต้องคำนึงถึงประเภทของการออกกำลังกายที่เหมาะสม รวมถึงเพศ อายุ และปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้สุขภาพดี คือการมีกิจกรรมทางกายที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ลดพฤติกรรมเฉื่อย หรือพฤติกรรมแน่นิ่ง (Sedentary Behavior)

          สสส. จึงรณรงค์ให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน อาทิ การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน แทนการใช้รถยนต์ หรือรถประจำทาง ในการเดินทางใกล้ๆ การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การทำงานบ้าน แต่หากใครสามารถทำได้มากกว่าการมีกิจกรรมทางกายไปสู่การออกกำลังกายและเล่นกีฬาก็ถือเป็นเรื่องที่ดี พร้อมทั้งได้ย้ำว่า หากเราหมั่นดูแลตัวเอง สร้างความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ เราจะห่างไกลจากความเสี่ยงทางสุขภาพที่มาจากการขาดการมีกิจกรรมทางกาย ซึ่งกำลังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของปัญหาสุขภาพของคนทั้งโลก

          รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก คณะกรรมการบริหารแผนสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. กล่าวว่า การออกกำลังกายมี 2 แบบ คือ 1. การออกกำลังกายแบบนักกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความแข็งแรงของร่างกายมากกว่าคนปกติ และมีผู้ดูแลใกล้ชิด 2. การออกกำลังกายแบบคนทั่วไป เพื่อให้เกิดสุขภาพดี แต่กลับพบว่า หลายคนเริ่มออกกำลังกายเมื่อมีปัญหาสุขภาพ สำหรับหลักการออกกำลังกายที่ดี ก่อนออกกำลังกาย ควรมีการอบอุ่นร่างกาย (Warm up) ทุกครั้ง เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีความพร้อม จะลดการบาดเจ็บได้ และต้องทำให้ร่างกายเย็นลง (Cool Down) ทุกครั้ง ประมาณ 5-7 นาที หลังออกกำลังกาย

          "การไม่ออกกำลังกายหักโหม วัดได้จากอัตราการเต้นของชีพจร สูตรทั่วไป คือ 220 ลบด้วยอายุ และควบคุมการเต้นของหัวใจให้ไม่เกินร้อยละ 70 ของอัตราการเต้นหัวใจที่คำนวณได้ หรือเอา 170 ตั้ง ลบด้วยอายุ ก็จะออกมาใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่ควรให้เต้นเร็วแรงกว่านี้ เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนัก สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทันและอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรง และเพิ่มภูมิคุ้มกัน แต่ก็ควรเลือกประเภทการออกกำลังที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายด้วย ทั้งนี้ สำหรับสถานบริการออกกำลังกาย มักมีเทรนเนอร์เพื่อดูแลการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ซึ่งควรอบรมและให้ความรู้ในการช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย" รศ.นพ.ปัญญา กล่าว

 

 

          ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม