กว่าจะเป็น... ‘มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่’

โดย
| |
อ่าน : 13,441

           

            กระแสความตื่นตัวให้ตระหนักในเรื่องพิษภัยของบุหรี่นั้น เริ่มดำเนินการอย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา จากการประกาศของ องค์การอนามัยโลก ให้เป็นปีแห่งการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่กลายเป็นสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย และเสียชีวิตมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การแสวงหาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก

 

สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีการรณรงค์ให้คนไทยลดการสูบบุหรี่ และสร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ขึ้น ในปี 2528 จากการที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี รองประธานมูลนิธิหมอชาวบ้านในขณะนั้น ได้หารือกับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสาธารณสุข และเห็นพ้องกันว่า ต้องมีการรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสาธารณสุข หรือ คปอส. ศึกษา รวบรวมข้อมูล  และประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เพื่อจัดตั้งเป็นคณะทำงาน จัดทำโครงงาน กิจกรรม และจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยเชิญ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรองประธาน พร้อมด้วย .นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ และ ผศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ร่วมเป็นกรรมการ โดยมี นางสาวบังอร ฤทธิภักดี เป็นเจ้าหน้าที่ประจำโครงการเต็มเวลาเป็นคนแรก

 

   

            ผลจากการประชุมหารือกัน จึงได้เกิดเป็น โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ขึ้นมา โดยอาศัยหลักการ 3 ประการ ในการดำเนินงานนั่นคือ การรณรงค์ต้องมีความต่อเนื่อง มีข้อมูลวิชาการรองรับอย่างจริงจัง และต้องมีแผนงานรองรับอย่างเป็นระบบ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้กระแสการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ได้รับการขานรับจากสังคม

 

ในเดือนตุลาคม ปี 2530 การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เริ่มขยายผลกว้างไกลออกไปยิ่งขึ้น เมื่อร่วมกับชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งมี ..ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นประธานชมรมในขณะนั้น จัดงานวิ่งรณรงค์จากทุกภาคของประเทศมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร โดยวางเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยบุหรี่ พร้อมกับล่ารายชื่อแสดงประชามติเห็นด้วยกับการไม่สูบบุหรี่ จำนวนกว่า 5,900,000 รายชื่อ ส่งมอบสู่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า คนไทยต้องการกฎหมายควบคุมการสูบบุหรี่ และกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพคนส่วนรวมจากควันบุหรี่ ซึ่งประเทศไทย เมื่อปี 2530 ยังไม่มีกฎหมายในเรื่องดังกล่าว มีเพียงแต่ข้อบัญญัติห้ามสูบบุหรี่ในโรงภาพยนตร์ และรถโดยสารประจำทางเท่านั้น

 

            จนมาในปี 2532 กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบุหรี่ ยิ่งทวีความเข้มข้นสูงขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกายื่นคำขาดให้รัฐบาลไทย ยินยอมให้บุหรี่จากต่างประเทศเข้ามาวางขายในเมืองไทยได้อย่างถูกกฎหมาย        เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่จุดหักเหสำคัญของโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพราะกลายเป็น ปัญหาที่นำไปสู่โอกาสทำให้เกิดการรวมตัวระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ห่วงใยต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครองสุขภาพประชาชนจากพิษภัยบุหรี่ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยมีโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ซึ่งในขณะนั้นมี ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการฯ ร่วมเป็นหนึ่งในแกนหลัก

           

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทย มี พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ปี 2535 ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ในช่วงรัฐบาลของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการทำงานอย่างหนัก ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในครั้งที่ไทยถูกบีบให้เปิดตลาดบุหรี่นอกในปี พ.ศ. 2532 นั่นเอง

 

เคล็ดลับเบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ยึดติด ไม่หยุดนิ่ง

 

            หลังวิกฤติการณ์ผ่านพ้น ความเคลื่อนไหวของโครงการรณรงค์ฯ ได้ปรับเปลี่ยนจากการผลักดันนโยบาย ซึ่งได้คลี่คลายออกมาเป็นกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว มาเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลแบบ ซึมลึก ทั้งในการเสริมสร้างค่านิยมใหม่ให้คนทุกวัยห่างไกลจากการสูบบุหรี่ และการสร้างเครือข่าย-ขยายแนวร่วมในการรณรงค์

นับจากปี 2536 เป็นต้นมา กลุ่มเป้าหมายในการรณรงค์ได้ถูกกำหนดให้มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เป็น 6 กลุ่ม คือ เด็ก เยาวชน ผู้หญิง พระภิกษุ สำนักงาน และคนที่อยากเลิกสูบบุหรี่ โดยมีเนื้อหาในการรณรงค์ ลักษณะกิจกรรม และสื่อที่ใช้แตกต่างกันออกไป

 

 

กลุ่มเป้าหมายสำคัญอันดับแรกสุด คือ เด็กและเยาวชน เพราะถือว่าการป้องกันตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยสกัดกั้นปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดตามมาอย่างได้ผลที่สุด โดยพุ่งเป้าไปที่การรณรงค์ฯ ทางสื่อสารมวลชนเป็นหลัก ภายใต้เนื้อหารณรงค์เชิญชวนให้ทุกคนห่างไกลจากบุหรี่ ด้วยความเป็นองค์กรที่ปลอดผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ จึงมีดาราหรือคนดังขวัญใจวัยรุ่น อาสามาเป็นตัวแทนในการสื่อ สารที่ต้องการจะก่อให้เป็นกระแสค่านิยมใหม่ ทั้งในรูปของนายแบบ นางแบบโปสเตอร์ การให้สัมภาษณ์เผยแพร่แก่สื่อมวลชนต่างๆ รวมทั้ง ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ทนทุกข์ทรมานจากโรคที่มีสาเหตุจากบุหรี่ มาช่วยกันย้ำเตือนสังคมให้ตระหนักถึงอันตรายของการสูบบุหรี่

 

            การผลิต “สื่อ” ที่มีศักยภาพ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นช่องทางหลักในการส่งสารไปยังสังคม โดยมูลนิธิฯ จะมีการสำรวจช่องทางสื่อที่มีประสิทธิภาพสูง ในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล ทุกวันนี้ สื่อและข่าวสารต่างๆ จะถูกส่งไปยังสื่อมวลชน ครั้งละ 500 600 ราย โดยจะเป็นการส่งแบบเฉพาะเจาะจงตัวผู้รับเกือบทั้งหมด เนื่องจากการทำงานกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ค้นพบว่า สื่อมวลชนและครอบครัวเป็นเครือข่ายสำคัญ ที่ทำให้งานรณรงค์ขยายขอบข่ายไปอย่างกว้างขวาง

 

  

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า การรณรงค์กับเด็ก เป็นส่วนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และเป็นส่วนที่ได้ประโยชน์สองต่อ คือนอกจากจะสัมพันธ์กับการทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลิกสูบบุหรี่สำเร็จมามากต่อมากแล้ว ยังมีผลโดยตรงกับพฤติกรรมของเด็กกับการสูบบุหรี่ในอนาคตอีกด้วย กิจกรรมของมูลนิธิฯ ในระยะหลัง จึงถูกคิดค้นขึ้น เพื่อกลุ่มเป้าหมายสำคัญนี้ เป็นการเฉพาะหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการเด็กคือดวงใจซึ่งมุ่งผลิตสื่อหลากหลาย เพื่อมุ่งให้ทุกฝ่ายคืนสภาพแวดล้อมที่ปลอดบุหรี่แก่เด็กๆ, โครงการ ครอบครัวปลอดบุหรี่, โครงการคนรุ่นใหม่ไม่สนใจบุหรี่และ โครงการ ชมรมเยาวชนปอดสะอาดที่มีสมาชิกกว่า 18,000 คน หลังเริ่มโครงการเพียง 3 ปี

 

            ภารกิจอีกด้านหนึ่ง ที่โครงการรณรงค์ฯ ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับงานรณรงค์กับกลุ่มเป้าหมายคือ การเสนอแนะและท้วงติงนโยบายของรัฐบาลชุดต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบุหรี่ เริ่มต้นตั้งแต่การรณรงค์ในช่วงแรก ระหว่างปี 2529 - 2533 ซึ่งมีการรณรงค์คัดค้านการขยายโรงงานยาสูบ การเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามการโฆษณาบุหรี่ การรณรงค์คัดค้านการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ และการขอให้มีการเพิ่มราคาขายบุหรี่ให้สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมตามสภาวะเงินเฟ้อ โดยการขึ้นภาษีบุหรี่ เนื่องจากหลักฐานการวิจัยพบว่า จะมีผลเกี่ยวเนื่องให้วัยรุ่นที่จะเริ่มเข้ามาสูบบุหรี่มีจำนวนน้อยลง เพราะวัยรุ่นเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง

           

สะท้อนปัญหาจากบทเรียน

 

ปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ บทบาทจากภาครัฐในการรณรงค์ด้านการดำเนินการ หากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมการสูบบุหรี่ ได้มีการประสานงานกับองค์กรเอกชนอย่างใกล้ชิดแล้ว จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำให้คนสูบบุหรี่ลดลงได้มาก โดยรัฐเน้นทำในสิ่งที่องค์กรเอกชนทำไม่ได้ ในขณะที่องค์กรเอกชนทำในสิ่งที่ระบบราชการทำไม่ค่อยได้ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ควรเน้นเรื่องการดูแลบังคับใช้กฎหมาย การกำหนดนโยบายที่ก้าวหน้า การประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนองค์กรเอกชนในเรื่องการทำกิจกรรมและการรณรงค์ต่างๆ ถ้าทำได้เช่นนี้จะบังเกิดผลงานสูงสุด

           

ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือ ปัญหาด้านงบประมาณ ตั้งแต่เริ่มโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ การดำเนินโครงการที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเป็นองค์กรเล็กๆ แม้ในช่วง 4 ปีหลัง จะได้รับการสนับสนุนจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และมีการเสนอโครงการรายปีของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขก็ตาม แต่งบประมาณที่ได้รับก็น้อยเกินกว่าจะช่วยสนับสนุนงานขององค์กรต่างๆ ให้เติบโตขึ้นได้ อีกทั้ง การผลิตสื่อรณรงค์ ทำได้เพียงจำนวนจำกัด จนไม่มีโอกาสได้นำไปเผยแพร่ได้อย่างกว้างขวางพอที่จะใช้ให้เกิดผลเต็มที่ได้ ขณะที่ การดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชนในต่างประเทศ จะอาศัยเงินสนับสนุนจากสาธารณชนทั่วไปเป็นหลัก แต่สำหรับประเทศไทย สภาพดังกล่าวยังห่างไกล เฉพาะกรณีของโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เอง มีรายได้จากการบริจาคของประชาชนเพียงร้อยละ 10 ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น โดยผู้บริจาคส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่

 

            จนมาถึงการดำเนินงานในปีที่ 11 เมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2539 โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  ได้ตัดสินใจก้าวออกจากร่มของ มูลนิธิหมอชาวบ้านเพื่อเติบโตสู่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างเต็มตัว ในวันที่ 22 มกราคม 2540

 

ดร.ไพโรจน์  เปรมปรีดิ์

ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 

ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 

            จากบทเรียนที่ผ่านมา มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ยังคงยืนหยัดที่จะทำงานเจาะลึกในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเน้นแนวทางการรณรงค์ต่อสาธารณชนเช่นเดิม ขณะเดียวกันก็วางแผนเสริมสื่อเฉพาะ ที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มคนได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยเน้นทั้งในแง่ของความหลากหลาย และมีปริมาณมากเพียงพอ ภายใต้กระบวนการผลิตสื่อที่มีขั้นตอนการวิเคราะห์วิจัยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริงรวมอยู่ด้วย

 

            เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่ในปี 2544 รัฐบาลได้มี พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จนเกิดเป็น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ขึ้นมา และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 ซึ่งเงินทุนของ สสส. มาจากร้อยละ 2 ของภาษีสุราและบุหรี่ ที่รัฐเก็บได้ในแต่ละปี ซึ่ง สสส. มีหน้าที่ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน และให้ทุนแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังคม ให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้บรรลุผลในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จะมีส่วนในการนำงบประมาณนี้ มาพัฒนางานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โครงการที่กำลังคืบหน้า จะได้รับการสานต่อ และโครงงานสร้างสรรค์อีกมาก คงไม่มีโอกาสที่จะดำเนินการให้เป็นจริงได้ หากไร้เสียซึ่ง แรงใจและการสนับสนุนจากทุกส่วนของสังคม งานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ก็คงไม่มีวันได้ถือกำเนิดเติบโต และดำรงอยู่ได้ในทศวรรษที่สองและต่อๆ ไป

  

 

ติดต่อมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เลขที่ 36/2 ซ.ประดิพัทธ์10 ถ.ประดิพัทธ์ สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2278-1828 โทรสาร 0-2278-1830 email : info@ashthailand.or.th

และสามารถติดตามความคืบหน้าสถานการณ์การสูบบุหรี่ บุหรี่กับผู้หญิง บุหรี่กับเยาวชน การรู้ให้ทันกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทบุหรี่ โครงการ กิจกรรมรณรงค์ หรือข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยาสูบได้ที่ website : http://www.ashthailand.or.th หรือท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่ ติดต่อได้ที่ สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600

 

 

 

 

ที่มา : มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เรียบเรียงโดย : ศิรินทิพย์ อิสาสะวิน teamcontent www.thaihealth.or.th

 

 

update : 16-11-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : ศิรินทิพย์ อิสาสะวิน

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม