โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

โดย
| |
อ่าน : 12,227

/data/content/2014/05/24398/cms/e_cdghkorsuw49.jpg

          โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ถือเป็นอีกหนึ่งโรคภัยที่คร่าชีวิตผู้คนมากเป็นอันดับต้นๆ ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ หัวหน้าสาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวถึงสาเหตุว่าเกิดจากการผิดปกติของเซลล์ผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะเซลล์ด้านในของผนังหลอดเลือด จะมีการทำงานที่ผิดปกติไปจากเดิม ทำให้มีการสะสมหรือการดูดซึมของไขมันเข้ามาเก็บสะสมที่ผนังหลอดเลือดมากขึ้น ความผิดปกติแบบนี้จะถูกชักนำให้เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

        อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการ ถึงแม้ว่าจะมีการตีบแคบของผนังหลอดเลือดแล้วก็ตามที เพราะระบบหลอดเลือดจะพยายามปรับตัวของระบบเพื่อพยายามให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะมีคราบไขมันสะสมตามผนังหลอดเลือดมากเพียงใด

       “แต่ในระยะที่มีอาการจะมีสองประเภท คือ อาการในระยะที่เป็นๆ หายๆ กับอาการที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนแบบฉับพลันทันที อาการที่เกิดในระยะเรื้อรัง หมายถึงเกิดจากการตีบแคบของผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่หัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยงหัวใจมากเป็นพิเศษ อย่างเช่น ช่วงที่มีการออกกำลัง เพราะฉะนั้น อาการที่แสดงก็มักจะเป็นการเจ็บหน้าอก เจ็บแน่นๆ เหมือนมีอะไรมาบีบหรือกด และบางคนเข้าใจว่าหัวใจอยู่ข้างซ้าย จะต้องเจ็บหน้าอกข้างซ้าย แต่จริงๆ อาการที่เกิดจากการที่หัวใจขาดเลือด มักจะเป็นอาการที่เจ็บบริเวณกลางหน้าอก และมักจะเป็นขณะที่ออกกำลัง ขณะที่เร่งรีบ ขณะเครียดก็เป็นได้ เพราะหัวใจทำงานมากขึ้น”

/data/content/2014/05/24398/cms/e_abchmqruwxy8.gif

       ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากอาการที่เจ็บแน่นหน้าอกขณะที่มีการออกกำลังแล้ว ก็จะมีอาการที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน ก็จะเจ็บหน้าอกรุนแรง และนานกว่าปกติ ราวครึ่งชั่วโมงขึ้นไป บ่งบอกว่านั่นคือภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ อาจจะมีการอุดตันของผนังหลอดเลือด บางคนอาจจะเสียชีวิตทันทีเลยก็มี

       ส่วนเรื่องปัจจัยเสี่ยงนั้นมีหลายประเภท สามารถแยกแยะได้ 3 ข้อ คือ

       1. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขป้องกันได้

       - สูบบุหรี่

       - อ้วน (ลงพุง)

       - ไม่ได้ออกกำลังกาย

       - ความเครียด

       2. ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้

       - เชื้อชาติ

       - อายุ (ชาย 45 ปีขึ้นไป หญิง 55 ปีขึ้นไป)

       - กรรมพันธุ์

       3. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้ด้วยตัวเองและแพทย์

       - เบาหวาน

       - ความดันโลหิตสูง

       - ไขมันในเลือดสูง

       อย่างไรก็ตาม หากยังไม่เป็น ศ.นพ.รุ่งโรจน์ แนะนำวิธีการดูแลตัวเองไว้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้      

       1. ไม่ควรสูบหรี่ หรือผู้ที่สูบอยู่แล้วก็ควรหยุดสูบ

       2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้ปกติ

       3. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน

       4. เลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ

       5. ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด

       6. ตรวจร่างกายและวัดความดันโลหิต

       7. ตรวจเลือด, ภาวะเบาหวาน และไขมันในเลือด

      

 

          ที่มา : สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โดย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม