คนไทยป่วยความดันโลหิตสูง 11 ล้าน

| |
อ่าน : 12,460

          ถือเป็นโรคฮิตในยุคนี้ แต่กลับเป็น "เพชฌฆาตเงียบ" ที่คนไม่ค่อยรู้และพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สำหรับ "โรคความดันโลหิตสูง"

/data/content/2014/05/24127/cms/e_aefghouz3459.jpg

          จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ที่รายงานไว้ในปี  2551 พบว่า ทั่วโลกมีคนที่เป็นความดันโลหิตสูงมากถึง 1,000 ล้านคน 2 ใน 3 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ยังพบว่าประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 คนมีภาวะความดันโลหิตสูง ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 หรืออีก 11 ปี ข้างหน้า ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 1.56 พันล้านคน ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมาก

          ขณะที่ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 11 ล้านคน  เสียชีวิตปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ราย และพบว่ามีอัตราผู้ป่วยที่ต้องเข้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญยังพบว่า มีผู้ชายร้อยละ 60 และผู้หญิงร้อยละ 40 ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีภาวะความดันโลหิตสูง  ขณะที่ผู้ป่วยที่รู้ว่าตนเองเป็นโรคนี้แล้วราวร้อยละ 8-9 กลับไม่ยอมรักษา ส่งผลให้อาการทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสามารถนำไปสู่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และโรคหัวใจ

          จากความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง ในวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก เพื่อสื่อสารและสร้างกระแสให้คนหันมาใส่ใจ โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ และโรคไต ที่มีสาเหตุมาจากโรคความดันโลหิตสูง โดยมีคำขวัญเพื่อการรณรงค์ที่ว่า "Know Your Blood Pressure" หรือ "รู้จักค่าความดันโลหิต" เนื่องจากต้องการเน้นให้เห็นความสำคัญของการทราบค่าตัวเลขความดันโลหิตของตัวเอง

          นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ผอ.สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปัจจุบันมีผู้ที่เข้ารับการรักษาขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 3.9 ล้านคน จาก 11 ล้านคน โดยมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นความดันโลหิตสูง ปัญหาคือโรคความดันโลหิตสูงเป็นแล้ว มักจะไม่มีอาการ กระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำว่า ถ้าหากคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ต้องหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีคนใครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องตรวจถี่ขึ้น ป่วยแล้วต้องรักษาต่อเนื่อง เพราะโรคนี้ เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย แต่สามารถควบคุมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ นอกจากนี้ ยังอยากรณรงค์ให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป หาเวลาไปตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อความ ไม่ประมาทเช่นกัน

/data/content/2014/05/24127/cms/e_adghlqv26789.jpg

          "ในปัจจุบันมีคนไข้โรคเรื้อรังเยอะมาก และโรคความดันโลหิตสูงก็เป็นหนึ่งในนั้น หากเราไม่ทำอะไรจะลุกลามมากขึ้น สธ.เองก็มีการทำงานเชิงรุก เข้าไปสำรวจ ตรวจสุขภาพ วัดความดัน โดย อสม. ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งกลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วย โดยเน้น 3 อ. 2 ส. คือ 1) อ.อาหาร ลดการกินเค็ม อาหารที่มีโซเดียมสูง ลดการกินอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป และอาหารหมักดอง โดยใน 1 วันไม่ควรบริโภคเกลือมากกว่า 1ช้อนชา 2) อ.ออกกำลังกาย ดูแลควบคุมน้ำหนัก ใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉงและหมั่นออกกำลังกายปานกลางอย่างน้อย 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์ 3) อ.อารมณ์ อย่าปล่อยให้เครียด หาเวลาไปนันทนาการ หรือฝึกสมาธิ หากไม่มีเวลาก็สามารถฝึกหายใจได้ คือหายใจยาวขึ้น ก็จะช่วยผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่วน 2 ส. ได้แก่ 1) ส. สูบบุหรี่ ต้องงดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ เพราะเป็นสาเหตุหลักของการตายและความพิการจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 2) ส.สุรา จำกัดการดื่ม หรืองดสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"

/data/content/2014/05/24127/cms/e_acklmqsvwyz1.jpg

          สำหรับ 3 อ. 2 ส. นพ.ภานุวัฒน์ บอกว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ ร่วมกับโรคเรื้อรังอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่ป่วยแล้ว หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3 อ. 2 ส. จะช่วยให้กินยาน้อยลง ผลการรักษาดีขึ้น ไม่เกิด โรคแทรกซ้อน คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น แต่ถ้าไม่ ปฏิบัติตามจะมีการแทรกซ้อน และมีโอกาสเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว

          "ตอนนี้เราก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยลดการบริโภคเกลือลงครึ่งหนึ่ง อย่างที่เราบอกว่าเราก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งอาหารที่เรากินมันมีเท่าไหร่ ออกจากบ้านมาเราก็ซื้อกิน ในบ้านก็ไม่รู้ว่าใส่เกลือ หรือเครื่องปรุงไปเท่าไหร่ ดังนั้นคนปรุงจึงสำคัญ ส่วนคนที่ไปกินข้าวนอกบ้านก็จะต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการเติมน้ำปลา เพราะไม่เฉพาะโรคความดันโลหิตสูงอาจจะมีโรคแทรกซ้อนอย่างหัวใจ ไต และอัมพฤกษ์ อัมพาตได้  สิ่งสำคัญอยากสื่อสารว่า ยังมีคนอีกเกือบครึ่งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นความดัน โลหิตสูง เพราะฉะนั้นต้องหาเวลาไปตรวจอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง" นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

          ถือเป็นโรคเสี่ยงที่คนไทยไม่ควรละเลย!

 

 

          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

          ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ป้ายคำ(Tag)

เครื่องปรุงจากของสดธรรมชาติ  ธุรกิจยาสูบ  โรคมือเท้าปากเปื่อย  พันธ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ป้องกันโรคไต  สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สุขภาพ สร้างสุข สุขภาวะ thaihealth สื่อรายการโทรทัศน์ media for change ร่วมสร้างประเทศไทย ผู้ผลิตสื่อ  เวลาว่าง  อารมณ์ฉุนเฉียว  น้องๆเยาวชน  ให้ความมั่นใจกับวัยรุ่น  ไรซ์เบอร์รี่  ปรับพฤติกรรม  พัทลุง  การคุกคามเหยื่อ  ฮีสโตรก  ดูแลสุขภาพ  กฏหมายห้ามดื่มบนรถ  วิธีการเลี้ยงลูก  ประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย  งานวิชาการสุรา  ลดกลิ่นเหม็นอับของเท้า  หนังสั้นเล่าเรื่องผู้บริโภค  ตาแตก  อาหารว่าง  สิทธิลูกจ้าง