`มนุษย์เงินเดือน` ปรับก่อนเปลี่ยน (2)

| |
อ่าน : 4,907

          ทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่องการปรับตัวของปัญญาชนคนชั้นกลางโดยเฉพาะ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนอยู่ในทุกวันนี้คนที่ปรับตัวได้ตรงกับความเป็นไปของโลกธุรกิจได้มากที่สุดก็ย่อมมีความพร้อมและเป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจในวันนี้มากที่สุดเช่นกัน

/data/content/2014/04/23840/cms/acegimu12489.jpg

          ข้อคิด 3 ข้อในไอทีไร้พรมแดนฉบับที่แล้วคือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักคิดบวก และรู้จักอาสารับผิดชอบหน้าที่การงานใหม่ๆ มาต่อกันในข้อที่ 4 คือ ต้องกล้านำเสนอความคิดของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกของคนทำงานส่วนใหญ่ที่มักจะเก็บความคิดไว้กับตัวเพราะเกรงใจผู้ใหญ่

          บรรยากาศในห้องประชุมส่วนใหญ่จึงมักจะปล่อยให้เป็นไปตามความเห็นของผู้อาวุโส หรือไม่ก็ตามเสียงข้างมาก เพราะความเห็นที่แตกต่างหรือเป็นเสียงส่วนน้อยมักจะเป็นฝ่ายเงียบโดยไม่รู้ว่าการเก็บงำความคิดไว้แบบนั้นก็ไม่เป็นผลดีกับองค์กรเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดองค์กรก็จะไม่ได้ความคิดที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ได้รวมความเห็นหรือวิธีคิดที่รวมเอาจุดดีของหลายๆ คนมาไว้ด้วยกัน และไม่สามารถสร้างความมีส่วนร่วมของคนในองค์กรได้ เพราะบางคนจะไม่รู้สึกว่านี่เป็นงานของตัวเองเพราะไม่ใช่ความคิดของตัวเอง

          เรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่เรา “ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น” จึงอาจหมายถึงความล้มเหลวขององค์กรได้ง่ายๆ เพราะยิ่งปล่อยให้ความรู้สึกนี้คงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา คนในองค์กรก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าใดๆ จนหมดไฟไปในที่สุด

          ข้อ 5 ต้องรู้จักมองระยะยาว อย่าอาศัยเพียงความฉาบฉวยบังหน้าเพราะหากดูความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ เราจะพบว่าเขาไม่ได้มองแค่ผลตอบแทนตรงหน้า แต่มองไปไกลกว่านั้นมากมาย สิ่งที่เขาทำหลายๆ ครั้งอาจดูเหมือนว่าเขาล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ แต่ในความเป็นจริง เขาอาจยอมเพื่อหวังชัยชนะในอนาคต

          การก้าวไปสู่เป้าหมายใดๆ จึงต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และมีความคิดไกลไปถึงระยะยาวโดยต้องมองเห็นสถานการณ์ในวันนี้ และความน่าจะเป็นในอนาคต เพื่อคำนวณหาจุดสิ้นสุดของมันโดยต้องแยกให้ออกว่าอะไรเป็นภาพลวงตา

          ข้อ 6 รู้จักรับฟังผู้อื่น เพราะผู้ที่เริ่มต้นประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะอาศัยความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นใบเบิกทางจนก้าวขึ้นมาสู่เป้าหมายในระยะแรกได้ แต่การจะก้าวต่อไปอาจสะดุดลงเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยหลงกับความสำเร็จของตัวเองจนไม่รับฟังผู้อื่น ระลึกอยู่เสมอว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นนั้นแท้จริงแล้วก็คือเสียงสวรรค์ที่สะท้อนการกระทำของเราไม่ว่าจะถูกหรือผิด หากเป็นเสียงวิจารณ์เชิงบวกก็เท่ากับเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้พุ่งไปข้างหน้าได้ต่อไป

          แต่หากเป็นเสียงในด้านลบ แม้จะมาจากอคติก็ต้องให้เกียรติเขาด้วยการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นและต้องเก็บมาพิจารณาว่าเราทำผิดพลาดไปในจุดใดหรือไม่ หากเป็นข้อบกพร่องของเราจริงๆ ก็จะยิ่งเป็นกำไรเพราะเท่ากับมีคนตักเตือนไม่ให้เราทำผิดซ้ำสอง

          มุมมองและความคิดเห็นที่มีต่อตัวเราหรือองค์กรเรานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใส่ใจอยู่เสมอ ยิ่งมีความคิดเห็นต่อเรามาก เราก็ยิ่งได้มุมมองที่แตกต่างหลากหลาย แม้จะมีประโยชน์กับเราแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าช่วยให้เราปรับปรุงตัวเองได้อีกมากมาย แต่การเปิดรับความคิดเห็นเชิงลบอาจทำให้อึดอัดใจไม่สบายใจนัก แต่มันก็เป็นเหมือนยาขม ที่ช่วยให้เราเห็นความเป็นจริงได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้เราปรับตัวไปสู่ความสมบูรณ์แบบได้

 

 

          ที่มา : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ โดยแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม