"เด็กจมน้ำ" มหันตภัยหน้าร้อน

โดย
| |
อ่าน : 11,493

           หน้าร้อนทีไร มักปรากฏข่าวเศร้าบนหน้าหนังสือพิมพ์ "เด็กจมน้ำตาย" ความที่เป็นช่วงปิดเทอม อากาศที่ร้อนทำให้เด็กชักชวนกันลงเล่นน้ำ เหตุนี้สถิติในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ 2546-2556 พบเด็กจมน้ำเสียชีวิตในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมมีจำนวนมากที่สุด เฉลี่ยวันละ 4 คน

/data/content/2014/04/23808/cms/aehlqsuvw367.jpg

          เพื่อเป็นการล้อมคอกไว้ก่อนวัวจะหาย "สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ" ร่วมกับ "ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก" จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ มาตรการและแนวทางสร้างความปลอดภัยทางน้ำแก่นักเรียน เปิดเวทีอภิปราย ""ทางออกของการลดการเสียชีวิตของนักเรียนจากการจมน้ำ"" มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมความคิดมากมาย

          แสงไทย มีสุนทร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สพฐ. หยิบยกตัวเลขที่น่าตกใจมาเล่าให้ฟังว่า คนไทยในปัจจุบันมีคนที่ว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 27 ของคนไทยทั้งประเทศ จึงเป็นปัญหาในเรื่องครูสอนว่ายน้ำที่มีน้อย 

          ทั้งนี้ จากสถิติพบว่าจำนวนเด็กที่เสียชีวิตด้วยการจมน้ำเฉลี่ยวันละ 4 คน มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งการว่ายน้ำเป็นกิจกรรมหน้าร้อนที่เด็กมักรวมกลุ่มกับเพื่อนไปเล่นและทำกิจกรรมยามว่างกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีอัตราการตายของเด็กจมน้ำสูงที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดเทอม การว่ายน้ำเป็นทักษะชีวิตหนึ่งของเด็ก แม้เด็กไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำแต่ต้องมีการสอนว่ายน้ำแก่เด็กด้วย เพราะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ต้องเดินทาง ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเจอะเจอกับน้ำ จะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางน้ำ

          นอกจากนี้ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันหาวิธีการป้องกัน ร่วมกันสร้างเครือข่ายทีมงานเพื่อเสริมแหล่งองค์ความรู้ เพื่อนำไปสอนเด็กๆ ให้มีความรู้พื้นฐานเป็นภูมิคุ้มกัน และเป็นกุศลในภายภาคหน้าสำหรับได้ช่วยเหลือเด็กๆ ได้ต่อไป ให้เอาตัวรอดเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และลดการตายของเด็กๆ ได้ 

          "การจัดโครงการเกี่ยวกับการวางมาตราการและแนวทางสร้างความปลอดภัยหรือสอนเด็กว่ายน้ำ ต้องดำเนินการต่อเนื่อง และสร้างแบบแผนให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ยิ่งถ้าทำแล้วมีผลดีก็ต้องทำต่อไป เมื่อมีการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ มากยิ่งขึ้น โครงการก็จะก้าวหน้า อย่างมีศักยภาพ" ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

           เช่นเดียวกับ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ที่ย้ำว่าจากสถิติการเสียชีวิตของเด็กๆ อันดับ 1 มาจากการจมน้ำ เพราะแค่จมน้ำเกิน 4 นาที ขาดอากาศหายใจทำให้สมองตายก่อนเป็นอันดับแรก 

           เมื่อดูเจาะลึกลงไปถึงช่วงอายุของเด็ก พบว่า กลุ่มเด็กโตมีสถิติจมน้ำมากกว่าเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กเล็กยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ โดยตั้งแต่ปี 2546-25556 พบว่าในจำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำคิดเป็นร้อยละ 42 ของเด็กทั่วไปประเทศนั้น เด็กอายุ 1-4 ปี (อนุบาล) จากจำนวน 637 คนในปี 2545 ลดลงเหลือ 295 คนในปี 2556 กลุ่มอายุ 5-9 ปี (ประถม) เสียชีวิตจากการจมน้ำร้อยละ 59 และในกลุ่มเด็กโตตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป เสียชีวิตลดลงเพียงร้อยละ 12 ของเด็กทั้งหมด

          โดยจุดเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตคือ แหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชนใกล้บ้านเด็ก และแอ่งน้ำบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ชุมชน โดยเดือนที่มีอัตราการตายของเด็กสูงสุดคือ เมษายน-พฤษภาคม ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และมาจากการออกไปเล่นกันไปช่วงปิดเทอม

           รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกถึงการรณรงค์เพื่อการป้องกันเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำสำหรับเด็กประถม 1 หรืออายุ 7 ปี ว่า มียุทธศาสตร์ของทักษะชีวิต ความปลอดภัยทางน้ำว่า มีด้วยกัน 5 ข้อ เรียกว่า ""โครงการ 3 นาที 15 เมตร"" ประกอบด้วย1.การรู้จุดเสี่ยง 2.การลอยตัวให้ได้ 3 นาที 3.การว่ายจากท่าลอยตัวเพื่อเข้าเกาะขอบฝั่งให้ได้ 15 เมตร 4.การช่วยเหลือผู้อื่นโดย การตะโกน โยน ยื่น และ 5 เมื่อต้องเดินทางทางน้ำให้ใช้เสื้อชูชีพ

           อีกหนึ่งผู้ใหญ่ที่มาให้คำแนะนำและความรู้เกี่ยวกับทักษะการเอาตัวรอดเบื้องต้น คือ "สลักจิต สกุลรักษ์" นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ บอกว่า โครงการปกป้องเด็กจมน้ำ เป็นที่ภาคภูมิใจของกระทรวงสาธารณสุขที่มีโอกาสเข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้แก่เด็ก ได้รับยกย่องให้เป็น "The Best Model" ในด้านจัดโครงการนี้โดยใช้สระว่ายน้ำเคลื่อนที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางครั้งเราไม่สามารถคุมพฤติกรรมเด็กได้ และไม่สามารถตามเด็กไปได้ทุกหนทุกแห่ง "โครงการวัคซีนป้องกันเด็กจมน้ำ" จึงเกิดขึ้น เพื่อเสริมทักษะเพื่อให้สามารถเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน และยังสามารถช่วยเหลือเพื่อนได้อีกด้วย 

           เริ่มจากการสอนทั้งคนทำงานและเพื่อจะขยายเป็นแหล่งเรียนรู้ต่อไป ซึ่งทางสาธารณสุขได้ร่วมมือกับหลายๆองค์กร โดยเฉพาะกรมควบคุมโรคที่ช่วยกันผลักดันให้โครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ขณะนี้มีทั้งครูฝึกกว่า 500 คน มีสระว่ายน้ำเคลื่อนที่มาตรฐาน กระจายครอบคลุมทุกอำเภอ และตามโรงเรียน โดยในปี 2557 ได้ตั้งเป้าการลดจำนวนของเด็กจมน้ำในช่วงอายุ 5-9 ปี และเด็กโตให้เหลือเพียงร้อยละ30 

          นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ได้ฝากความรู้ทิ้งท้ายในการประชุมเชิงปฏิบัติการว่า ทักษะที่ใช้สำหรับเอาชีวิตรอดด้วยการลอยตัวแบบคว่ำ (อาทิ ท่าปลาดาว ท่าแมงกะพรุน) และการลอยตัวแบบนอนหงาย รวมถึงใช้ท่าลูกหมาตกน้ำ นอกจากนี้ยังมีทักษะการเอาตัวรอดโดยใช้สิ่งใกล้ตัว เช่น ขวดน้ำดื่มหรือรองเท้าแตะฟองน้ำมาเป็นสิ่งที่ช่วยพยุงตัวสามารถช่วยชีวิตได้เช่นกัน

          เพราะชีวิตคือการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวสามารถเป็นประโยชน์ได้ถ้ารู้จักคิด ที่สำคัญคือ อย่าใช้ชีวิตอยู่ในความประมาท

 

 

          ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดย จันทพิมพ์ ศุกรสุต 

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การประชุมส่งเสริมการเดิน และการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 7 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม