เก็บภาษีมลพิษ...?!?

โดย
| |
อ่าน : 4,634

เพื่อสุขภาวะคนไทย

 

          เร็วๆ นี้มีโอกาสได้นั่งฟังการประชุมปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจ และถือว่า "อินเทรนด์" หรือสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองไม่แพ้มีปัญหาการเมืองเรื่องร้อนๆ เวลานี้ ไม่มากก็น้อย

 

          หัวข้อดังว่า... คือ ข้อเสนอของ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระตุกเตือนให้ทุกฝ่ายทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อม กับปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ร่วมมือร่วมใจกัน "โหนกระแส" เหตุเกิดขึ้น ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติเครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้เป็นระบบและมีบูรณาการเสียที

 

          เหตุใด??? จึงใช้คำว่า "โหนกระแส"

 

          ผมว่าสาระสำคัญคงไม่ใช่เรื่องของการเล่นคำ แต่มันเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า บางเรื่องบางราวในสังคมไทย หากต้องการให้บรรลุเป้าประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว บางครั้งเราก็จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย "เครื่องมือ" พิเศษ หรือ "กลไก" เฉพาะกิจต่างๆ

 

          การโหนกระแส ก็ไม่ผิดกับการตีเหล็กตอนร้อน หรือที่เราชอบพูดกันนักกันหนาว่า แปลงวิกฤตเป็นโอกาสนั่นแหละ

 

          ลำพังเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และต้องยอมรับความจริงว่า คนไทยเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนักตราบเท่าที่ไม่ได้รับผลกระทบ จึงทำให้เราไม่ได้รับรู้เลยว่า ความจริงแล้ว ประเทศไทยมีกฎหมายอยู่หลายฉบับพอสมควรทีเดียว ที่จะคุ้มครองดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ขาดการกำกับ และบริหารจัดการให้เป็นจริง ด้วยเหตุผลอันเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม และวิธีคิดของคนในสังคมไทย ซึ่งกล่าวกันว่า ผูกพันกับระบบอุปถัมภ์ยางแยกไม่ออก

 

          แต่เมื่อวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้นที่มาบตาพุด เสียงร้องโอดครวญและโวยวายของเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกคำสั่งศาลปกครองไม่ให้ดำเนินการใดๆ ต่อจนกว่าจะได้ดำเนินการตามแผนควบคุมสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 67 นั่นเอง ทำให้เกิดช่องทางที่สังคมสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

          แล้วเราจะหยุดอยู่แค่ การให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมในฐานะเจ้าของชุมชนเท่านั้นหรือ?

 

          ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับท่าน อ.มิ่งสรรพ์ ครับว่า ได้เวลาที่ประเทศไทย และคนไทยจะผลักดันการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศให้เป็นสากล และเป็นระบบ ไม่ใช่กระทำแบบเดิมคือ มีปัญหาสารเคมีรั่วที่คลองเตย ก็ลุกขึ้นเอาจริงเอาจัง พอเรื่องเงียบทุกอย่างก็เข้าสู่อีหรอบเดิม ชาวบ้านก็ใช้ชีวิตเสี่ยงกับสภาพแวดล้อมเป็นพิษต่อไปหรือพอมีเหตุที่มาบตาพุด ก็แก้กันเฉพาะพื้นที่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมระยอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมมิได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องของโรงงาน แต่ยังหมายรวมถึงมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษทางเสียง ที่ทุกภาคธุรกิจและธุรกรรมต่างๆ ก่อขึ้น อาทิ โรงแรมที่อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยว ริมทะเล หากไม่มีระบบการจัดการน้ำเสียก่อนลงทะเล ก็ถือเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ได้น้อยไปกว่าโรงงานอุตสาหกรรมเลย หรือแม้แต่ปัญหาควันพิษที่เกิดจากการเผาหญ้า เผาฟางเพื่อการทำไร่ทำนาของเกษตรกร ก็เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

 

          ข้อเสนอที่น่าสนใจจาก เวทีปฏิรูปประเทศไทยที่มีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิในนามสถาบันเครือข่ายทางปัญญา ร่วมด้วยช่วยกันคิดและระดมสมอง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.เครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยใช้เป็นเครื่องมือที่สามารถยืดหยุ่นและใช้จัดการมลพิษได้อย่างหลากหลายนั้นเป็นกฎหมายที่ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วรอแต่เพียงกระทรวงการคลังจะหยิบเอาออกจากลิ้นชัก นำเสนอสู่การพิจารณาของรัฐบาลเพื่อผลักดันเข้าสู่สภาและนำออกมาบังคับใช้

 

          ความจำเป็นของการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ก็เพราะประสบการณ์ที่ทุกฝ่ายซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักรู้และเห็นว่า กลไกหรือกฎหมายที่มีอยู่แต่เดิมนั้น กลายเป็น "เสือกระดาษ" ที่ไม่มีใครอยากจะนำมาใช้ ด้วยกลัวว่าจะถูกรังเกียจจากผู้ก่อมลพิษ หรือทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนใหญ่ มีอิทธิพลและอำนาจต่อระบบอุปถัมภ์ในระบบการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลและบริหารชุมชนนั่นเอง

 

          การห่วงฐานเสียง และกระเป๋าเงินผู้สนับสนุน ทำให้เกิดปัญหาการละเลย บังคับใช้กฎหมาย แต่กลไกทางสังคมในมาบตาพุดก็ได้แสดงพลังให้เห็นว่า เมื่อกลไกกฎหมายในชุมชนอ่อนแอ เขายังสามารถใช้กลไกในส่วนกลาง

 

          อย่างไรก็ตาม เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กลไกสังคมที่เข้มแข็งแบบเดียวกับมาบตาพุดจะจุดประกายให้เกิดความหวงแหนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

 

          หนทางของการสร้างกลไกใหม่ที่เป็นธรรม และไม่ต้องให้ชาวบ้านเหนื่อยแรงหรือสุ่มเสี่ยงต่อกระสุนปืน อย่างเครื่องมือเศรษฐศาสตร์จึงเป็นทางเลือกที่ผมคิดว่าไม่ควรจะรอช้าอีกแล้ว หากอยาเห็นประเทศไทยเข้มแข็ง

 

          เพราะจากข้อมูลของ ดร.มิ่งสรรพ์ ระบุว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่จะนำมาใช้ ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปรกอบไปด้วย ภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ ภาษีและค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ และระบบรับซื้อคืน การวางประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การซื้อขายสิทธิ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ การให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุนและสิทธิพิเศษอื่นๆ

 

          แม้การเรียกเก็บภาษีจากมลพิษจะเป็นเรื่องยาก แต่ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ จะเป็นการปรับต้นทุนส่วนบุคคลที่ให้ส่วนรวมกลับมาสู่ตัวบุคคลมากขึ้น เพื่อนำมาจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น สร้างพฤติกรรมที่เป็นคุณต่อสิ่งแวดล้อม ใครปล่อยมลพิษมากก็ต้องจ่ายภาษีแพง อย่าให้เป็นรูปแบบเดิมที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสียที่มาบตาพุด แต่คนกรุงเทพฯ ก็ต้องร่วมจ่ายภาษีในการแก้ปัญหาอากาศเสียและปัญหาสุขภาพคนที่ระยองด้วย หรือ อากาศกรุงเทพเป็นพิษ แต่คนที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

 

          ผมขอยกมือสนับสนุนครับว่า ได้เวลาเก็บภาษีตามความจริงกันเสียที หากต้องการเห็นประเทศไทยมีธรรมาภิบาล อยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า

 

 

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

 

Update 17-03-53

 

อัพเดทเนื้อหาโดย : อารยา สิงห์สวัสดิ์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ข้อมูลประกอบการประเมินพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุน                                                                                                                                          การสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 -
  • การรับฟังความคิดเห็นประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ -
  • คู่มือและชุดความรู้เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนไทย -
  • ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC) - ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC)
  • ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ใน วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย Thai Health Promotion Journal -
  • PERSONA HEALTH คัดข้อมูลสุขภาพที่ใช่ ให้ตรงกับตัวคุณ -
  • ไทยรู้สู้โควิด -
  • คู่มือ การจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) -
  • คู่มือแยกกักตัวที่บ้าน เรื่องควรรู้ที่คุณหมอรวบรวมมาให้ -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 -
  • ชัวร์โควิดและวัคซีน -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาอังกฤษ -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาลาว -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาพม่า -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษากัมพูชา -
  • คู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) -
  • คู่มือ การบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ประกาศเตือนภัย -
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม