ก้าวพ้นประชานิยม ปฏิรูปสังคมเป็นจริง (ได้)

โดย
| |
อ่าน : 1,727

           

             ลงทะเบียนกันไปเรียบร้อยโรงเรียนประชานิยมแล้ว สำหรับคนจนที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ท่ามกลางเสียงไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน อีกทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงการแก้หนี้นอกระบบนี้หาได้แตกต่างจากโครงการลงทะเบียนคนจนที่รัฐบาลชุดเก่าเคยกระทำไว้

         

            แน่นอน...ความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เสียงติเตือนที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดางั้นๆ หากลองพิจารณากันให้ดีแล้ว บางเรื่องก็น่าสนใจ และบางมุมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามมิใช่หรือ...?

         

            โดยเฉพาะ...เมื่อสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วม และพิสูจน์ทราบแก่ใจแล้วว่า "ประชานิยม" ที่อ้างว่าเพื่อแกปัญหาสังคม และเศรษฐกิจของชาวบ้าน เป็นนโยบายแก้ปัญหาที่ฉาบฉวย ซึ่งนักการเมืองกระทำแบบหวังผลที่เพื่อคะแนนนิยมเป็นหลักสำคัญ

         

            รัฐบาลสามารถมองได้ว่า ใครไม่เป็นหนี้นอกระบบไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า ความช่วยเหลือเยียวยาของภาครัฐในครั้งนี้สำคัญ หมายถึงสุขภาวะ และความอยู่รอดของอีกหลายแสนหลายล้านชีวิต แต่รัฐบาลก็ไม่ควรปฏิเสธเช่นเดียวกันว่า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ถ้าไม่มีทางเดินต่อเนื่องให้กับคนจนเป็นหนี้เหล่านี้ หาทางเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายตัวเอง พวกเขาก็จะต้องเจอวังวนชีวิตบัดซบแบบเดิม

         

            การสร้างสังคมให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน และนั่นคือ ทำอย่างไรที่รัฐบาลต้องนำพาประเทศให้ก้าวพ้นประชานิยม

         

            ผมไม่ได้ "นั่งเทียน" เขียนเองเออเอง เพราะหวงแหนภาษีของตัวเองที่ถูกรัฐบาลนำไปทำโครงการประชานิยม หรือเป็นชนชั้นกลางประเภทไม่เข้าใจหัวอกคนจน แล้วก็มาแอนตี้นโยบายของรัฐบาลแบบเอาเป็นเอาตาย

         

            แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อมูลของทีดีอาร์ไอ หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย จากการสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 เมื่อเร็วๆ นี้ในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม หัวข้อ "ทัศนะประชาชนต่อการเมืองและสวัสดิการสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม" ก็ยืนยันความคิดของผมว่า สังคมไทยหมดเวลาของประชานิยมแล้ว หากต้องการเป็นสังคมพัฒนาอย่างยั่งยืนและฝ่าฟันให้พ้นวิกฤตต่างๆ

          

            ทีดีอาร์ไอเปิดเผยผลสำรวจทัศนะต่อความจน ความรวย และความเหลื่อมล้ำว่า คนจนส่วนใหญ่ 39% คิดว่าตัวเองจนเพราะเกิดมาจนและยังเชื่อว่าความจนเป็นมรดกตกทอด แต่อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การแก้ปัญหาความจนด้วยประชานิยมที่พรรคการเมืองพยายามแจกชาวบ้านทั้งคนจนและคนรวยไม่เห็นด้วย

         

            ทั้งผู้มีอันจะกินและผู้อดมื้อกินมื้อด้วยอยากเห็น การแก้ปัญหาความยากจนด้วยการให้การศึกษา และให้สวัสดิการที่เหมาะสม สอดคล้องกับผลวิจัยและโมเดลการสร้างสังคมสวัสดิการของ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ที่ผมมีบุญได้รู้ได้ฟังแล้วป่าวประกาศต่อเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยไม่ต้องสงสัย แล้วจะมัวลังเลอะไรกันอีกเล่า กับการที่จะต้องเริ่ม "วาระแห่งชาติ : ก้าวให้พ้นประชานิยม"

         

            หลังจากที่สังคมไทยหลงทางไปกับระบบประชานิยมมาเกือบทศวรรษ อาจจะไม่ง่ายที่จะหันหลังให้กับความเคยชินทีเอาเงินชาวบ้านมาแจกๆ แล้วได้หน้าได้คะแนนเสียง แต่อุดมการณ์สังคมสวัสดิการต้นแบบของอาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วมิใช่หรือว่า คนไทยทำได้ และต้องการจะทำ คนจนไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่เขาต้องการสิทธิและความมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม เขาพร้อมที่จะทอดทิ้งมรดกแห่งความจน หากมีโอกาสโดยไม่ใช่การแทงหวยรวยหุ้น หรือแบมือขอตลอดไป

         

            ผลงานที่เริ่มจากโครงการสังคมเพื่อน โดยนำแกนนำผู้ใช้แรงงาน 50 คนที่มีมุมมองและอุดมการณ์ในทางเดียวกัน คือ สลัดความเป็นคนจนออกไปด้วยการพึ่งพาตนเอง ไม่รอความช่วยเหลือหรือของแจกจากรัฐ ในระยะเวลาหนึ่งอาจารย์ณรงค์สามารถสร้างความเข้าใจและองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาให้กับแกนนำ เมื่อตั้งหลักปักแกนได้ ก็สร้างขาแขนเครือข่าย สร้างดาวรายกลุ่มเรียนรู้ จากคน 50 คนก็เป็น 50 กลุ่ม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรือนพันเรือนหมื่น

          การขับเคลื่อนอุดมการณ์สู่ความเป็นจริงด้วยปัญญา ก็คือการปฏิรูปสังคมชุมชนเล็กๆ แล้วกระจายออกไปหลายๆ ชุมชน ทำให้เกิดกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ ยิ่งได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากเจ้าของกิจการ หรือโรงงาน ความมั่นคงในเศรษฐกิจของแต่ละคนก็มีมากขึ้นเป็นเงา ซึ่งหมายถึงสุขภาวะ การกินดี อยู่ดี และมีสิทธิตลอดจนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ไม่น้อยหน้าหรือต้องรู้สึกอายใครว่าเกิดมาจน

         

            ความสำเร็จในจุดเล็กๆ แต่เป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ เพราะอยู่ในห้วงเวลาวิกฤตสังคมไทย ซึ่งหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น หากรัฐจะนำไปเป็นต้นแบบ หรือชุมชนอื่นๆ จะลอกเลียนไปใช้เพื่อบริหารจัดการปลดแอกความจน เชื่อว่าอาจารย์ณรงค์ก็คงจะไม่หวงแทนลิขสิทธิ์

         

แต่ข้อแม้สำคัญอันเป็นหัวใจของต้นแบบสังคมสวัสดิการจากอุดมการณ์อาจารย์จุฬาฯ ท่านนี้ ก็อย่าลืมลอกไปให้หมด นั่นคือ ใครที่จะแก้จนต้องเทเหล้า เผาบุหรี่ทิ้ง แม้ สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)จะไม่ได้เป็นสปอนเซอร์หรือให้เงินช่วยเหลือขับเคลื่อนก็ตาม เพราะไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่ คนจนก็รวยขึ้นทันตาเห็นแล้ว จริงไหมครับ

         

            สรุปประเด็นของวันนี้ ผมอยากหยิบยืมคำกล่าวของอาจารย์หมอประเวศ วะสี มากระตุ้นตอกย้ำว่า

อำนาจหรือนักการเมืองไม่อาจแก้เรื่องยากๆ ได้ แต่เราช่วยกันทำได้ เริ่มจากการจับกลุ่มกันเอง ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ใช้ปัญญาแบ่งปันความรู้ หากมีบรรยากาศแบบนี้ หรือแบบเดียวกับโครงการสังคมเพื่อนหรือธนาคารลูกจ้างของอาจารย์ณรงค์หลายๆ กลุ่มหลายๆ พื้นที่ ต่อไปก็จะขยายครอบคลุมทั้งสังคมไทยทั่วประเทศ

        

             อยากเห็นวันพรุ่งนี้ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปทิศทางไหนก็ตาม ก็อย่ามัวแต่พูดนะครับ เดี๋ยวมันจะเหมือนสถานการณ์สังคมไทยวันนี้ที่น่าพะอืดพะอมเพราะมีแต่คนพูดว่ารักในหลวง แต่ไม่เห็นร่วมกันทำสังคมให้เข้มแข็งเดินตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังเลย ...พับเผื่อย

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

 

 

 

 

Update 11-12-52

 

อัพเดทเนื้อหาโดย : กิตติยา  ธนกาลมารวย

 

 

 

 

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ข้อมูลประกอบการประเมินพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุน                                                                                                                                          การสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 -
  • การรับฟังความคิดเห็นประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ -
  • คู่มือและชุดความรู้เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนไทย -
  • ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC) - ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC)
  • ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ใน วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย Thai Health Promotion Journal -
  • PERSONA HEALTH คัดข้อมูลสุขภาพที่ใช่ ให้ตรงกับตัวคุณ -
  • ไทยรู้สู้โควิด -
  • คู่มือ การจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) -
  • คู่มือแยกกักตัวที่บ้าน เรื่องควรรู้ที่คุณหมอรวบรวมมาให้ -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 -
  • ชัวร์โควิดและวัคซีน -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาอังกฤษ -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาลาว -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาพม่า -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษากัมพูชา -
  • คู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) -
  • คู่มือ การบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ประกาศเตือนภัย -
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม