7 วิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันห่างไกลหวัด

โดย
| |
อ่าน : 14,554

 

            ภูมิคุ้มกันโรค เป็นระบบที่คุณมีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว และคุณสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันคุณจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009, เชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย และโรคติดเชื้อต่างๆ เกือบทุกชนิด

 

            ภูมิคุ้มกันโรคทำงานอย่างไร?

 

            นพ.วิชัย เดชะทัตตานนท์ ผู้อำนวยการด้านสร้างเสริมสุขภาพ ประกันสังคม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันโรค (Immunity) คือ ระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย คือ เซลล์นับล้านล้านตัวจะทำหน้าที่ทำลาย และกำจัดอนุมูลอิสระ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส สารพิษ allergen and debris พบว่า 30 - 60 นาที หลังจากที่สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวจำพวก Neutrophilic granulocyte จะเป็นพวกแรกที่มาถึงบริเวณนี้ โดยการลอดตัวผ่านผนังหลอดเลือดออกมาในเนื้อเยื่อ เพื่อจะมากินและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น

 

            ประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงหลังจากนั้น เซลล์อีกพวกหนึ่งคือ mono nuclear cells ซึ่งได้แก่ lymphocyte และ monocyte จึงจะผ่านผนังเส้นเลือดออกมา แล้ว monocyte จะเปลี่ยนเป็น macrophage ซึ่งกันและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้โดยตรง ส่วนเม็ดเลือดขาว lymphocyte จะมาทำหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน antibody (Specific Immune Response)

 

            วิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

            1. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

 

            ซึ่งฤทธิ์นี้จะอยู่หลังจากการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง และถ้าออกกำลังกายเป็นประจำพบว่า ระยะเวลาของฤทธิ์ยาวนานขึ้น โดยเลือกเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ฯลฯ หรือการออกกำลังกายประเภทไหนก็ได้ที่ทำให้อัตราการเต้นของชีพจร มีค่าเท่ากับ 64 - 74% โดยใช้สูตรคำณวน 220 - อายุ x 64% สำหรับคนอายุ 40 ปี = (220 - อายุ) x 64% = 115 ครั้ง/นาที และไม่เกิน (220 - อายุ) x 74% = 133 ครั้ง/นาที

 

            เพื่อให้ผลดีที่สุด ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันใน 1 อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป การออกกำลังกายมีผลทำให้โอกาสป็นโรคหวัดน้อยลง และยังพบว่าทำให้ระยะเวลาเจ็บป่วยสั้นลงด้วย แต่ไม่ควรออกกำลังกายนานเกิน 90 นาที/1 ครั้ง เพราะอาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

            2. นอนหลับให้เพียงพอ และควรปิดไฟทุกดวงขณะนอนหลับ ควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 - 9 ชั่วโมง การนอนหลับทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียด และความกังวลทำให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน (Adrenalin) เมื่อมีสารอะดรีนาลีนปริมาณมากทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง และขณะหลับร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ การนอนไม่เพียงพอ หรือการนอนในห้องที่มีไฟ หรือแสงสว่างทำให้รบกวนกระบวนการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินได้

 

            3. รับประทานอาหารสดที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง เช่น ถั่ว ผัก และผลไม้ ซึ่งมีวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ อยู่มากมาย เช่น วิตามินเอ บี ซี และสังกะสี ซีลีเนียม ธาตุเหล็ก ฯลฯ ซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และวิตามินบีที่อยู่ในเมล็ดถั่ว ยังช่วยบำรุงระบบประสาทให้แข็งแรง อาหารกระป๋องต่างๆ จะถูกปรุงแต่งมาแล้ว ซึ่งจะไม่มีวิตามินตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่ และมักปนเปื้อนด้วยสารเคมี และสารกันบูด (preservation agents) การรับประทานอาหารเหล่านี้ ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดสารเคมีเหล่านี้ออก

 

            4. หายใจเข้าลึกๆ ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเป็นอาหาร ถ้าเราขาดออกซิเจนเพียงไม่กี่นาทีเซลล์ก็จะตายได้ จึงควรออกกำลังกายตอนเช้าในสวนสาธารณะ หรือพยายามปลูกต้นไม้รอบๆ บ้าน หรือหาต้นไม้ที่คายออกซิเจนในเวลากลางคืนมาปลูกในห้องนอน

 

            5. ควรให้ร่างกายได้โดนแสงแดดยามเช้าทุกวัน เวลาที่เหมาะสมที่จะโดนแดดคือช่วงเวลา 06.30 - 09.00 น. ร่างกายต้องการรังสีจากแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกระบวนการทำงานของระบบสารเคมีสารเคมีในร่างกายที่จะส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และสร้างวิตามินดี-ที่ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ซึ่งจะทำให้ทำให้ร่างกายแข็งแรงโดยรวม ควรให้ร่างกายถูกแดดวันละ 30 นาทีในช่วงเวลาดังกล่าว

 

            6. ดื่มน้ำกรองสะอาดวันละ 6 - 8 แก้ว (1,500 - 2,000 CC) ไม่ควรดื่มน้ำที่ปนเปื้อน และสารที่มักปนเปื้อนมากับน้ำคลอรีน ซึ่งเครื่องกรองน้ำจะช่วยกรองสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ที่อยู่ในน้ำได้

 

            7. พยายามทำให้อารมณ์แจ่มใสอยู่เสมอ อย่าเครียด อารมณ์ และจิตใจ ส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ถ้าคิดว่าจะหายป่วยให้ได้ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเครียดก็จะทำให้ระบบทำงานได้น้อยลงกว่าปกติ

 

            เพียงแค่นี้คุณก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการติดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ด้วยตัวเอง

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

Update 26-08-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

 

 

 

อ่านเนื้อหาทั้งหมดในคอลัมน์คลิกที่นี่

 

 

 

 

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม