“คลอโรฟอร์ม” กลเม็ดใหม่ของ "มิจฉาชีพ"

โดย
| |
อ่าน : 9,462

ระมัดระวังทุกย่างก้าวปลอดภัย

 

 

เอาอีกแล้ว!!! กับการระบาดของกลุ่มมิจฉาชีพในบ้านเมืองเราที่ต่างพยายามสรรหากลยุทธ์ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์แบบผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะล่อลวง ฉ้อโกง หรือใช้กลเม็ดที่หลากหลายแตกต่างกันไปเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ล่าสุด...มีการระบาดของกลุ่มมิจฉาชีพที่แกล้งทำมาขายสเปรย์ปรับอากาศ แต่แท้ที่จริงแล้วนั่นคือ สเปรย์ยาสลบ

 

จากการเก็บข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า สารที่บรรจุอยู่ในกระป๋องสเปรย์ปรับอากาศ นั่นคือ "สารคลอโรฟอร์ม (Chloroform)" ที่มีฤทธิ์ทำให้สลบได้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสารเหลว ไม่มีสี ระเหยง่าย มีกลิ่นหอม จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เหล่ามิจฉาชีพนำเอามาใช้ในทางที่ผิด ซึ่งจริงๆแล้ว คลอโรฟอร์มนั้นเป็นสารที่ใช้ในขั้นตอนการผลิต Fluorocarbon-22 เป็นตัวทำละลายน้ำมัน ไขมัน ยาง สารอัลคาลอยด์ ขี้ผึ้ง เรซิน และสารทำความสะอาด ใช้ในเครื่องดับเพลิงเพื่อลดจุดเยือกแข็ง

 

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เปิดเผยอีกว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ มักจะใช้เด็กสาววัยรุ่นหน้าตา ท่าทางดีมาเคาะกระจก ขณะรถจอดหรืออาจจะรี่เข้ามาในขณะที่ท่านกำลังจะขึ้นรถที่บริเวณลานจอดรถตามที่สาธารณะทั่วๆ ไป พยายามพูดคุยขายสินค้า หรือลองฉีดให้สูดดม และนั่นก็จะทำให้เราสลบได้ ซึ่งอาการเริ่มแรกเมื่อโดน สารคลอโรฟอร์ม เข้าไป จะทำให้เรารู้สึกอาการง่วง งัวเงีย สะลึมสะลือ ไปจนถึงไม่ได้สติ หลังจากนั้นจะมีผู้ชายอีกประมาณ 2-3 คน ที่อยู่ในกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพเดียวกัน เข้ามาปลดทรัพย์ ทำอันตรายร่างกาย หรือในบางรายอาจถึงขั้นโดนข่มขืนได้... ซึ่งนอกจากจะเสียทรัพย์สินแล้วยังเสียตัวเสียใจไปจนตายอีกด้วย...

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มี สารคลอโรฟอร์ม ไว้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ใช้หรือเปลี่ยนแปลงสภาพ โดยไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่นั้น ตามกฎหมายแล้ว จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

แม้จะมีกฎหมายออกมาจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง จึงจำเป็นต้องระมัดระวังตัวในทุกฝีก้าว ซึ่งสถานที่ส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นลานจอดรถ หรือที่ที่คนไม่พลุกพล่านมากมัก กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้จึงลงมือ

 

ดังนั้น...ในกรณีที่เป็นรถส่วนตัวของตนเองหรือของผู้อื่น ก่อนเราจะขึ้นรถเป็นต้องสังเกตบริเวณรอบๆ ข้างว่ามีกลุ่มคนที่น่าสงสัยหรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ ก่อนเปิดประตูหรือก่อนขึ้นรถทุกครั้ง ที่สำคัญไม่ควรจอดรถในที่ที่ไม่มีคน เพราะนั่นเหมาะแก่การก่อเหตุร้ายเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ถ้าเราอยู่ในตัวรถแล้ว และมีคนมาทำทีว่าขายของไม่ว่าจะเป็นสิ้นค้าใดๆ ก็ตาม เราไม่ควรที่จะลดกระจกลง เพื่อสนทนากับบุคคลนั้น เพราะนั้นอาจเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ หากเราลดกระจกลงเพื่อสนทนา บุคคลนั้นอาจฉีดสเปรย์ที่มีส่วนผสมของ สารคลอโรฟอร์ม เข้ามาในรถได้โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว...

 

แต่ในกรณีที่เราจำเป็นต้องโดยสารรถสารธารณะ รถเมล์ทั่วไปคงไม่ต้องพูดถึง คงจะไม่น่าจะมี เพราะคนพลุกพล่าน กลุ่มมิจฉาชีพคงจะไม่กล้า แต่หากเป็นรถแท็กซี่ล่ะก็!!! ไม่แน่ จากข่าวคราวที่พบในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ในกรณีที่จำเป็นต้องขึ้นรถแท็กซี่นั้น สิ่งสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ จำเลขทะเบียนรถแท็กซี่คันที่นั่ง จำสี ยี่ห้อ รวมถึงรูปพรรณสัณฐานของคนขับแท็กซี่ ไว้ให้แม่นยำ หากเป็นไปได้ควรโทรศัพท์ไปบอกคนที่เราไว้ใจได้ อย่าง พ่อแม่ สามีหรือภรรยา รวมถึงเพื่อนสนิท ว่าตอนนี้เราอยู่บนรถแท็กซี่แล้ว พร้อมทั้งบอกรายละเอียดของแท็กซี่นั้นคร่าวๆ แล้วเราอยู่แถวไหน เพราะถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่น่าไว้ใจขึ้นเขาจะได้ให้ความช่วยเหลือเราได้ทัน นั่นถือเป็นการระมัดระวังตัวขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรปฏิบัติขณะที่ต้องขึ้นแท็กซี่

 

แต่หากแท็กซี่ที่เราขึ้นนั้น มีการฉีด สารคลอโรฟอร์ม ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว เพื่อหวังชีวิตและทรัพย์สินของเรา สิ่งแรกที่เราควรทำขณะยังมีสติคือ ลดกระจกลงอย่างรวดเร็ว เมื่อรูสึกว่าตัวเองไม่ปกติ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น บอกให้แท็กซี่หยุดรถแล้วลงจากรถโดยด่วน โทรศัพท์หาคนที่บ้านว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน และหากเหตุการณ์ดูร้ายแรงขึ้น ควรร้องให้เสียงดังๆ เพื่อเรียกความสนใจจากคนรอบข้างให้ช่วยเหลือเรา แต่ทางที่ดีที่สุดควรมีเพื่อนขึ้นแท็กซี่ด้วยหลายๆ คนน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด...

 

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ได้ใจ กระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจเป็นเพราะในหลายๆ ครั้งคนที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่มีการแจ้งความ ดำเนินคดีกับเหล่ามิจฉาชีพ เหตุเป็นเพราะคิดว่ายังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สิน ในบางรายก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิด หรือในบางรายไม่กล้าหรือเกรงกลัวว่าจะโดนทำร้าย หรืออื่นๆ ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง ...ทางที่ดีเราควรแจ้งความดำเนินคดีทันทีเมื่อพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพื่อให้ทางตำรวจจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้คนอื่นประสบพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้อีก...

 

เห็นได้ว่าภัยใกล้ในสังคมนั้น มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ และมักจะมาโดยที่เราไม่คาดคิดเสมอและอย่าลืมว่าคนในยุคนี้นั้น ต่างต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอดกันทั้งนั้น ทางใดที่ทำแล้วได้เงินมาอย่างง่ายๆ เมื่อสบโอกาสก็มักจะหาช่องทางกระทำความผิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นจงระวังตัวไว้ถือเป็นดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

เรื่องโดย: ณัฏฐ์ ตุ้มภู่ Team content www.thaihealth.or.th

 

 

Update:21-01-53

อัพเดทเนื้อหาโดย: ณัฏฐ์ ตุ้มภู่

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม