"พืชมงคล" วันแห่งขวัญกำลังใจ

โดย
| |
อ่าน : 3,590

สิริมงคลแก่เกษตรกร เริ่มต้นฤดูเพาะปลูก

 

ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีนอกจากจะมี วันฉัตรมงคลที่เป็นวันสำคัญของไทยแล้ว ยังมี วันพืชมงคล  ที่เราชาวไทยต่างรู้กันดีว่าเป็นวันที่สำคัญมากเพราะประเทศไทยมีทำเลและที่ตั้งที่เหมาะสมในการทำการเกษตรเพาะปลูกต่างๆ  รวมถึงอาชีพเกษตรกรยังเป็นงานหลักของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ การปลูกข้าว  ซึ่งที่ผ่านมาถือได้ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

 

             วันพืชมงคลที่จัดขึ้นในทุกๆ ปี จึงเป็นวันที่ทำให้ประชาชนชาวไทยเห็นความสำคัญการเพาะปลูกและการเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งผลผลิตที่ดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและสร้างเสริมสิริมงคลให้แก่เกษตรกรเพื่อเพาะปลูกในปีนั้นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ในวัน พืชมงคลนั้น ทางราชการได้ถือวันนี้เป็นวัน เกษตรกรประจำปีไปในตัวด้วยเช่นกัน 

 

 พระราชพิธีที่มีในวันพืชมงคลนั้นประกอบไปด้วย 2 พระราชพิธีที่สำคัญ คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงกำหนดพิธีนี้ขึ้น เพื่อเป็นการทำขวัญให้แก่เมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น รวมถึงมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัยและให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงาม ส่วนในพระราชพิธีที่2 คือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เป็นพิธีพราหมณ์  จะเป็นพิธีการเริ่มต้นการไถนาและหว่านเมล็ดข้าวของพระแรกนาขวัญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสัญญาณว่าฤดูการเพาะปลูกและทำนา เริ่มขึ้นแล้ว

 

             เมื่อย้อนไปดูส่วนของพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในอดีตนั้น ถือได้ว่าเป็นพระราชพิธีเก่าแก่ที่กระทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยสุโขทัยพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีทุกครั้ง และเมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงกระทำเหมือนสมัยสุโขทัยแต่จะมอบอาญาสิทธิ์และทรงจำศีลอย่างเงียบๆ เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งกระทำอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในทุกพระราชพิธี ดังนั้น การเริ่มต้น "พระราชพิธีพืชมงคล" จึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พร้อมกับคำว่า "จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" มารวมเข้าไว้ด้วยกัน โดยพระราชพิธีเต็มรูปแบบนั้นได้กระทำเรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ. 2479 จึงได้เว้นว่างไปด้วยสถานการณ์ของบ้านเมืองที่ไม่เหมาะจะจัดงานใดๆ เป็นเวลาถึง 10 ปี ต่อมาจึงได้มีการรื้อฟื้นประเพณีเก่าแก่อันเป็นมงคลนี้ขึ้นอีก เมื่อปี พ.ศ.2490 แต่จะมีเพียงแค่พระราชพิธีพืชมงคลเท่านั้น จนถึงปี พ.ศ. 2503 จึงจัดให้มีราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ร่วมกับพิธีพืชมงคลนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

 

             สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบันได้มีการปรับให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น แต่ส่วนที่ยังยึดตามธรรมเนียมโบราณนั้นคือผู้ที่จะเป็น พระยาแรกนานั้นจะตกเป็นของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วน เทพีก็จะถูกคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดับ 34ขึ้นไป ด้านวันประกอบพระราชพิธีนั้นจะต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี อันประกอบไปด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยามที่ตรงตามตำราโหราศาสตร์ และในวันที่ประกอบพระราชพิธีก็จะมีการทำนาย คำพยากรณ์ต่างๆ ตามหลักของโหราศาสตร์ เห็นชัดจากหลังจากพิธีการไถหว่านแล้ว พระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้า เมล็ดงา น้ำและเหล้า เพื่อที่จะเสี่ยงทายคำพยากรณ์ว่าปีนี้จะเป็นไปในลักษณะใดตามคำทำนาย

 

            พระโคที่จะเข้าพระราชพิธีแรกนาขวัญนั้น จะถูกเลี้ยงดูอย่างดีในทุ่งหญ้าที่จังหวัดราชบุรี อาหารที่ใช้เลี้ยงพระโคในมื้อเช้าและกลางวันจะเลี้ยงดูด้วยหญ้าขน และต้นข้าวโพดเทียม ส่วนมื้อเย็นจะเป็นอาหารเสริมประกอบด้วยข้าวโพดบด กากปาล์ม เกลือแร่ต่างๆ โดยพระโคที่ใช้ในพระราชพิธี จะต้องเป็นเพศผู้เท่านั้นและต้องมีลักษณะที่ดีขาดเกินไม่ได้คือ หูดี ตาดี แข็งแรง เขาทั้งสองตั้งตรงสวยงาม และพระโคที่ใช้ทั้งคู่นั้นจะต้องมีสีที่เหมือนกัน โดยจะคัดเลือกเพียงสองสีเท่านั้นคือ สีน้ำตาลแดง และสีขาวสำลี และที่สำคัญที่สุดคือต้องผ่านขั้นตอนการทำหมัน

 

            สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องน่าประทับใจคือ หลังจากเสร็จพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว จะได้เห็นภาพของเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ แห่กันเข้าเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ถูกหว่านลงในท้องนาจำลองที่ มณฑลท้องสนามหลวง เป็นจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าหากได้เมล็ดข้าวมงคลที่หว่านลงในท้องนาจำลองแล้ว ก็จะเกิดความโชคดีมีสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เมื่อได้เมล็ดข้าวมาแล้วบางคนก็นำไปใส่ในถุงเงินประดับไว้ที่บ้าน หรือบางคนก็นำไปผสมกับข้าวของตนที่เตรียมเอาไว้เพื่อเพาะปลูกในไร่นาของตน เพื่อข้าวที่ออกมาจะได้เป็นต้นข้าวที่ดีมีมงคลและยังถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการที่จะเริ่มต้นเพาะปลูกข้าวต่อไป

 

 

 

 

 

 

ที่มา: คมสัน ไชยองค์การ Team content www.thaihealth.or.th

 

 

 

 

Update: 10-05-53

 อัพเดทเนื้อหาโดย: คมสัน ไชยองค์การ

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม