อย่ามองข้ามเหตุเล็กๆ ในบ้านหลังที่ 2 ของตัวน้อย

โดย
| |
อ่าน : 1,809

ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงเปิดเทอมใหญ่ที่เหล่าบรรดานักเรียนทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ต้องกลับเข้าสู่บรรยากาศของการตื่นนอนตอนเช้าเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องปรับตัวกันใหม่อีกครั้ง กลับการเตรียมพร้อมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องตระเตรียมไว้ให้ลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร และอื่นๆ จิปาถะ

แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นตัวเด็ก ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ และโรงเรียนจะคำนึงถึงเพื่อพร้อมต้อนรับเหล่าบรรดาตัวน้อยที่เป็นมันสมองของชาติกลับสู่รั้วโรงเรียน คือ “ความปลอดภัย”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า อันตรายในโรงเรียนเริ่มกันตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียนไปถึงห้องเรียน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นแต่ละส่วน ดังนี้ 1.สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เช่น กรณีตัวอย่างที่ได้รับรายงานจากโรงเรียนต่างๆ คือประตูรั้วโรงเรียน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะประตูเลื่อน ติดลูกล้อ และมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก มีการจัดสร้างที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการล้มทับเด็กนักเรียนเป็นข่าวมากมายหลายหน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังให้มาก โดยประตูลักษณะนี้ควรมีสิ่งค้ำยันกันล้ม และมีการตรวจสอบความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนแล้ว สิ่งที่ต้องระวังต่อไป คือสนามเด็กเล่น โดยส่วนใหญ่จะมีเครื่องเล่นเป็นลักษณะปีนป่าย แกว่งไกว และเครื่องเล่นแบบหมุน ที่มีประโยชน์เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดน้อย โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์เตือนว่า เครื่องเล่นเหล่านี้ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง และมีการยึดติดฐานราก รวมทั้งตัวพื้นสนามเอง ควรออกแบบให้มีการบาดเจ็บน้อยที่สุด พื้นควรเลือกเป็นพื้นทรายที่มีความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร หรือเป็นพื้นยางสังเคราะห์เพื่อลดการบาดเจ็บจากการล้ม กระแทก ตลอดจนการจัดวางเครื่องเล่นต่างๆ ต้องมีความเหมาะสม ไม่อยู่ใกล้กันจนเกินไป โดยมีระยะห่างประมาณ 1.5-1.8 เมตร ต่อเครื่องเล่นแต่ละชนิด

เหล่าบรรดาสระน้ำ บ่อน้ำ สระว่ายน้ำที่มีความลึก ก่อให้เกิดอันตรายได้ทั้งนั้น แม้จะมีป้ายหรือคำสั่งประกาศห้าม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ต้องมีประตู หรือรั้วปิดกั้นไม่ให้เด็กเล็กสามารถเข้าไปได้ง่ายในยามที่ไม่มีผู้ดูแล

ห้องเรียนโดยเฉพาะห้องเรียนที่อยู่ในอาคารสูง ต้องระมัดระวังเรื่องของรั้วกั้นตามระเบียงต่างๆ ให้ดี บางโรงเรียนมีราวระเบียงสูงอยู่แล้ว แต่ทำเป็นเก้าอี้นั่ง สามารถปีนป่ายได้ก็ต้องระวัง โดยทั่วไปหากเป็นโรงเรียนของเด็กโต ควรมีความสูงของรั้วกั้นต่างๆ ที่ 1.2 เมตร แต่หากเป็นเด็กเล็ก ควรปิดกั้นไปเลยเพื่อความปลอดภัย

โทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ชั้นวางที่มีล้อเข็นไปมาได้ก่อให้เกิดปัญหาโทรทัศน์ล้มทับเด็กบ่อยครั้ง ก็ต้องระวังให้ดี หรือแม้แต่โต๊ะ เก้าอี้เรียนที่ชำรุดก็ต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพการใช้งานได้

นอกจากนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์เล่าอีกว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความไม่ปลอดภัยที่มีการมองข้ามคือสีทาอาคาร โดยเฉพาะสีทาอาคารรุ่นเก่า ที่มีส่วนผสมของสารตะกั่ว หรือสีน้ำมันที่ปริมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของสีน้ำมันมีส่วนผสมของสารตะกั่ว และหากเป็นสีที่ทาในอาคารเรียนหรือห้องเรียนของเด็กระดับชั้นอนุบาล 3 ลงไป ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมากที่เด็กจะได้ดูดสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยเด็กจะดูดซึมเอาสารเหล่านี้ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า ดังนั้นควรเลือกสีที่ใช้ทาภายในและไม่มีสารตะกั่วผสม

อันดับต่อมาคือปลั๊กไฟ ไฟฟ้าที่ชำรุด เครื่องทำน้ำเย็น สิ่งเหล่านี้ต้องตรวจตรา ซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี โดยเฉพาะเครื่องทำน้ำเย็น ควรวางบนพื้นแห้ง และมียางรองป้องกันไฟดูดเวลาน้ำหกเปียกพื้น และต้องมีการติดตั้งสายดินให้ได้ตามมาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง

2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเช่น การเล่นกีฬา เสาฟุตบอล แป้นบาสเกตบอลต่างๆ ที่บางแห่งจะเป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก หากผู้ดูแลลืมเก็บให้เข้าที่และเรียบร้อย ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนต่างๆ ต้องมีการวางแผนให้ดีว่าสิ่งที่กำหนดให้เด็กร่วมกิจกรรมจะได้รับทักษะอะไร และหากเกิดอุบัติเหตุจะมีการวางแผนอย่างไร

3.การเดินทางการเดินทางไป-กลับโรงเรียนของเด็กนักเรียน เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ในเด็กที่อายุไม่ถึงกำหนด หรือผู้ปกครองบางคนให้ลูกซ้อนท้ายรถโดยไม่สวมหมวกกันน็อค และครูที่อยู่หน้าประตูปล่อยให้เด็กเลยผ่านเข้าโรงเรียน โดยขาดการตักเตือนนั้น ถือว่าไม่ได้ เพราะครูต้องสอน ต้องแนะนำสิ่งที่ถูกต้องแก่เด็กๆ

4.ความปลอดภัยด้านบุคคลการเข้า-ออกภายในโรงเรียน ต้องมีระบบการจัดการดูแลที่รัดกุม ไม่ปล่อยให้บุคคลแปลกหน้าเข้ามาโรงเรียนได้อย่างง่าย รวมทั้งโรงเรียนเองต้องมีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กบางคน ที่อาจถูกทำร้ายว่าเคยถูกทำร้ายจากที่บ้านหรือไม่อย่างไร โดยจัดการเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์หาสาเหตุ และหากพบการถูกทำร้ายจริงก็สามารถประสานไปยังศูนย์ประชาบดี 1330

5.สาธารณภัย โรงเรียนต้องมีการวางแผน ว่าสถานที่ตั้งของโรงเรียนจะมีภัยน้ำท่วมได้หรือไม่ หรือเหตุเพลิงไหม้หากเกิดขึ้นจะมีการซ้อมแผนเตรียมแผนหนีไฟอย่างไร ดังนั้นโรงเรียนควรมีการซ้อมแผนสาธารณภัยอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

6.ต้องมีห้องปฐมพยาบาลห้องปฐมพยาบาลในโรงเรียนต้องมีการจัดวางอุปกรณ์ที่ครบถ้วน ครูปฐมพยาบาลต้องได้รับการฝึกฝนเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นไข้ อาการชัก เป็นลม หมดสติ หยุดหายใจ ของติดคอ เป็นต้น

ดูๆ แล้วไม่น้อยเลยนะคะ เรื่องความไม่ปลอดภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อย โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ที่พ่อแม่ต่างไว้วางใจฝากอีกหนึ่งชีวิตไว้ให้อยู่ในความดูแล เชื่อว่าหลายโรงเรียนคงตระหนักและจะให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยให้มากนะคะ

 

 

เรื่องโดย: สุนันทา สุขสุมิตร Team content www.thaihealth.or.th

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม