ไขปริศนา'มือเท้าปาก'โรคระบาดจาก'เด็กเล็ก'

โดย
| |
อ่าน : 3,966

 

ทันทีที่ นพ.ภาสกร อัครเสรี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้ชี้แจงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปาก หรือ Hand Foot and Mouth Disease ที่มากับหน้าฝน เมื่อวันที่ 16กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงกำลังระบาด ตัวเลขของเด็กที่ป่วยจะไม่สูงกว่าปีที่แล้ว

ล่าสุด เด็กป่วยมือเท้าปากอยู่ที่ยอด 13,000 คน และก็คาดว่าทั้งปีน่าจะมียอดผู้ป่วยประมาณ 18,000 คน โดยกลุ่มเสี่ยงอยู่ที่กลุ่มเด็กเล็กอายุ 3-5 ขวบ

ก่อนที่ "หมอภาสกร" จะหยอดไว้ว่า "เริ่มพบการป่วยในเด็กโตอายุมากกว่า 5 ขวบ บ้างแล้ว" เป็นช่วงจังหวะสอดคล้องกับที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ประกาศปิดโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม เป็นต้นไป หลังพบการระบาดลุกลามจากนักเรียนชั้น ป.1 ไปยัง ป.2 และโรคถูกเขย่าไปถึงชั้น ป.3 อันหมายถึงว่า โรคนี้ได้ระบาดขยายฐานไปยังกลุ่มเด็กที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี แม้จะมีจำนวนเด็กโตที่ป่วยไม่มากนัก

จึงเกิดเครื่องหมายคำถามตามมาว่าการติดเชื้อในเด็กนักเรียนระดับปฐมวัย ส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ ส่วนใหญ่การเกิดโรคจะพบในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไขความรู้ถึงการกระจายตัวของโรคมือเท้าปากจากกลุ่มเด็กเล็กไปเด็กโตว่า

"จริงๆ เด็กโตที่อายุไม่เกิน 12 ปี ถือว่ายังอยู่ในระดับปกติ ที่ผ่านมาโรคนี้มักเกิดในเด็กแต่ที่น่าติดตามและต้องศึกษาต่อไป คือ การที่เริ่มพบในกลุ่มอายุที่เปลี่ยนไปนั้น อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือตั้งแต่ปี 2551-2555 เชื้อไวรัสมือเท้าปาก มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเพราะสาเหตุใดกันแน่"

"หมอยง" ขยายความต่อมาว่า เมื่อปี2551ได้พบเชื้อไวรัสมือเท้าปากมาจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธุ์ C4 ต่อมาในปี 2552-2553 เชื้อเปลี่ยนจากเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นคอกซากี สายพันธุ์ A16 และปลายปี 2554 พบร่วมระหว่างเชื้อคอกซากี A16 และเอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธุ์ B 5 จนท้ายสุดในปี 2555 พบการเปลี่ยนแปลงของเชื้ออีกครั้ง จากเดิมพบคอกซากี A16 เป็นสายพันธุ์ A 6 แทน ส่วนเอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธุ์ B5 ยังคงเหมือนเดิมซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าสนใจว่า อาจมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ติดเชื้อจากเด็กเล็กไปเด็กโตก็เป็นได้

จากคำตอบดังกล่าวน่าคิดว่า จากนี้ไปมาตรการป้องกันคงมุ่งเน้นแค่กลุ่มเด็กเล็กในระดับอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็กอีกไม่ได้เสียแล้วแต่มุ่งไปยังกลุ่มเด็กโตด้วย อาจไม่ใช่แค่ปฐมวัยแต่ควรรวมทุกระดับชั้น

คำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุการควบคุมการระบาดในสถานศึกษาให้ดำเนินการดังนี้ 1.หากพบเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปากในห้องเรียนเกิน 2 คน ให้ปิดห้องเรียนนั้นแล้วทำความสะอาด 2.หากพบผู้ป่วยในระดับชั้นเรียนเดียวกันเกิน 3 คน ต้องปิดการเรียนการสอนทั้งระดับชั้น และ 3.หากพบผู้ป่วยกระจายในระดับชั้นเรียนต่างๆ เกิน 5 ห้องเรียนจะต้องปิดสถานศึกษาชั่วคราว ประมาณ 5-7 วันเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดกลุ่มใหญ่

หลังจากนั้นทำความสะอาดโรงเรียนอย่างละเอียดทันทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะโต๊ะ เก้าอี้ราวบันได โรงครัว ภาชนะใส่น้ำและอาหารห้องน้ำ ห้องส้วม เครื่องเล่นของเด็ก และสนามเด็กเล่น โดยใช้ผงซักฟอกหรือสบู่ทำความสะอาดก่อน ตามด้วยน้ำยาฟอกขาว ทิ้งไว้ประมาณ 10นาที แล้วล้างหรือเช็ดด้วยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง ส่วนของเล่นเด็กหรือเครื่องใช้ของเด็ก ทำความสะอาดหรือซักล้างแล้วผึ่งแดดให้แห้ง ขณะเดียวกันในโรงเรียนจะต้องสอนให้เด็กล้างมือให้ถูกวิธี เพราะเชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระของเด็กถ้าไม่ทำความสะอาด อาจได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายเมื่อเด็กจับอาหารเข้าปาก

สำหรับครูและพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องมีแนวทางปฏิบัติด้วย ต้องให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรคมือเท้าปากแก่ผู้ปกครองและนักเรียน ผู้ดูแลเด็กต้องรักษาสุขอนามัย หมั่นล้างมือบ่อยๆ ตัดเล็บให้สั้นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการปรุงอาหาร ภายหลังการขับถ่าย หรือสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็ก เฝ้าระวังโดยตรวจเด็กก่อนเข้าห้องเรียน หากพบเด็กมีอาการป่วยซึ่งสงสัยเป็นโรคมือเท้าปาก ควรพาไปพบแพทย์ทันทีและแยกเด็กอื่นไม่ให้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการระบาด

ที่สำคัญขอให้สังเกตอาการ หากเด็กมีตุ่มในปาก โดยไม่มีอาการอื่น ให้หยุดเรียนทันทีขณะที่เด็กที่ป่วยขับถ่ายอุจจาระลงในที่รองรับให้นำไปกำจัดให้ถูกสุขลักษณะในส้วม

นอกจากนั้น หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไม่ยอมรับประทานอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล แล้วแจ้งรายงานโรคต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมทั้งขอรับคำแนะนำในการควบคุมโรค รวมทั้งแจ้งรายชื่อและที่อยู่เด็กที่เข้าข่ายเฝ้าระวังโรคมือเท้าปากให้แก่ผู้บริหารของโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณสุขทุกวันที่พบผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้าข่ายการเฝ้าระวัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดำเนินการประสานงานเพื่อให้สุขศึกษาแก่ชุมชน ในการลดการเล่น คลุกคลีในเด็กจนกว่าพ้นระยะการระบาดในชุมชนนั้นๆ

ไม่เพียงแต่การดูแลสุขลักษณะที่ดีในสถานศึกษาเท่านั้น ผู้ปกครองก็ต้องเตรียมพร้อมด้วยควรแนะนำสุขอนามัยส่วนบุคคลแก่บุตรหลานและผู้ดูแลเด็ก โดยเฉพาะการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหารหรือก่อนรับประทานอาหารและหลังขับถ่าย อีกทั้งควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ไม่พาเด็กเล็กไปในที่แออัด

ผู้ปกครองรายใดที่พาบุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กไปต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยให้ปฏิบัติตนตามสุขลักษณะที่ดี แต่เพื่อความปลอดภัยควรหยุดการเดินทางช่วงระบาดจะดีที่สุด

สิ่งสำคัญที่ต้องพึงระลึกคือ หลีกเลี่ยงพาบุตรหลานไปสถานที่แออัด ให้บุตรหลานดูแลความสะอาด เน้นกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือและหากบุตรหลานมีอาการป่วยที่สงสัยโรคมือเท้าปาก ให้พาไปพบแพทย์ทันที ถ้าปฏิบัติได้ตามที่กล่าวมา จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อได้เช่นกัน

แม้โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่น่าตระหนกแต่ถ้าเราตระหนัก ป้องกันและปฏิบัติตาม  ที่แนะนำ เพียงแค่นี้ "มือเท้าปาก" ก็อยู่เป็นเส้นขนานกับลูกหลานอย่างแน่นอน

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม