เมื่อท้องไม่พร้อม ทางออกอยู่หนใด?

โดย
| |
อ่าน : 13,271

หากพูดถึงเรื่องการทำแท้งแล้วล่ะก็ เชื่อว่าข่าวการพบซากศพทารกในช่วงปลายปี 2553 จำนวน 2,002 ราย ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า การไม่มีความพร้อมในการตั้งครรภ์ของสตรีในสังคมไทยเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญมากขึ้น

ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขปี 2554 พบว่า ผู้ป่วยที่ทำแท้งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและเยาวชนร้อยละ 53 มีสถานภาพเป็นนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 30 โดยการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมากกว่าร้อยละ 80 นี้ เป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

เช่นนี้แล้วการป้องกันการตั้งท้องไม่พึงประสงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความรู้แก่ทุกคนอย่างทั่วถึง แต่จะทำอย่างไรนั้น ในงานการประชุมนานาชาติ ครั้งที่ 2 เรื่อง "สุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย" นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ในรายที่มีความรับผิดชอบดูแลตนเองได้แล้ว ต้องสร้างความตระหนักว่า ควรมีลูกเมื่อ “พร้อม” ซึ่งคำว่า “พร้อม” ในที่นี้นอกจากเรื่องเงินทองแล้ว ยังต้องดูในเรื่องของความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรหลานของตนเอง ต้องมีเวลาอบรมสั่งสอน ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กตั้งแต่ยังเล็ก

“แต่ปัจจุบันปัญหาในเรื่องของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม พบได้ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น เยาวชน และวัยทำงาน ซึ่งตัวเลขที่แน่นอนของการทำแท้งที่แน่ชัดไม่มีใครรู้ แต่คาดว่าในประเทศไทยน่าจะมีการทำแท้งปีละประมาณ 2-3 แสนคน และจากการเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลบางส่วนที่เข้าร่วมในการเฝ้าระวังการทำแท้งไม่ปลอดภัยพบว่า ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ทำแท้งมีอายุต่ำกว่า 15 ปี และอีกประมาณร้อยละ 50 มีอายุเฉลี่ยที่ 25 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และปัญหาในเรื่องของการยุติการตั้งครรภ์ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มวัย

ทีนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว การแก้ปัญหาก็ควรจะต้องเปิดอกคุยกัน ไม่ใช่กล่าวโทษหรือตำหนิเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าเด็กที่ท้องไม่พร้อม คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป สื่อเองเปิดเผยและเข้าถึงง่ายขึ้น เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงหรืออบรมลูก เด็กก็ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อไม่มีที่ปรึกษา พอออกมาในสังคมก็ตามเพื่อนหรือหลงไปตามวัตถุ” คุณหมอกล่าว

และเมื่อลงลึกไปถึงปัญหาท้องวัยรุ่น คุณหมอกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดความรู้ในการคุมกำเนิด เข้าใจผิดคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์แค่ครั้งเดียวไม่น่าจะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งนั้น มาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

“การแก้ปัญหานี้ต้องยอมรับว่า การจัดการเรียนการสอนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ กระบวนการนี้จึงต้องเร่งพัฒนาการเรียนการสอนในระบบการศึกษาให้ทันสังคม ครูผู้สอนต้องสอนเรื่องเพศได้ โดยเฉพาะเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ซึ่งหมายถึงการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย หรือสอนทักษะในการป้องกันตนเอง รู้จักบอกปัดปฏิเสธในการที่จะมีเพศสัมพันธ์ หรือถ้าเกิดต้องมีเพศสัมพันธ์แบบที่ปฏิเสธไม่ได้ จะทำอย่างไรที่จะเจรจาให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายผู้หญิงเองก็ต้องรู้จักใช้วิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม ไม่จำกัดตัวเองแค่การกินยาเม็ด หรือฉีดยาคุม ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งท้อง ควรมีความรู้ถึงทางเลือกในการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ อย่างการฝังตัวยาหรือการใส่ห่วงซึ่งสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี

กรณีสตรีหรือเด็กมีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือระบบการให้คำปรึกษา ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ตั้งท้อง เมื่อประสบปัญหาขึ้นมาแล้ว ทัศนคติของคนรอบข้างไม่มองว่าเด็กหรือผู้หญิงกลุ่มนั้นแย่ ซึ่งจะเป็นการไปซ้ำเติมเขา เพราะการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่จะเป็นคดีความหรือไม่เท่านั้น ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงการใช้บริการได้ ก็ต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง พัฒนาระบบการให้บริการที่เป็นมิตรกับผู้ประสบปัญหา จุดนี้ก็มีความพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นทั่วไปในโรงพยาบาลทุกแห่ง เป็นจุดที่อยากจะให้เด็กกล้าเดินเข้าปรึกษาเราในยามที่เขามีปัญหา เพื่อที่จะช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสม รวมถึงการจัดระบบบริการด้านสังคมขึ้นมารองรับให้พร้อม”

นพ.กิตติพงศ์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการต้องปรับเจตคติใหม่ ไม่มองผู้มาขอรับบริการในเชิงตำหนิหรือดูถูก แต่ควรต้องมีการพูดคุยกันว่า ท้องเพราะอะไร แล้วมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง หากต้องการยุติการตั้งครรภ์ การยุตินั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายอาญามาตรา 305 หรือไม่

“ปัจจุบัน ในโรงพยาบาลบางแห่งมีเครือข่ายท้องไม่พร้อมที่นางพยาบาลพยายามรวมตัวกันเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบปัญหา อีกทั้งยังมีบ้านพักฉุกเฉินรองรับในระหว่างรอคลอดและหลังคลอดกรณีไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กที่จะเกิดมา มีศูนย์ฝึกอาชีพที่ให้การศึกษาและช่วยฝึกอาชีพเพี่อทำงานเลี้ยงดูตนเองและบุตร ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทำแท้งได้ในที่สุด” คุณหมอกล่าว

 

 

เรื่องโดย ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ Team Content www.thaihealth.or.th

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การประชุมส่งเสริมการเดิน และการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 7 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม