เมื่อท้องไม่พร้อม ทางออกอยู่หนใด?

โดย
| |
อ่าน : 14,242

หากพูดถึงเรื่องการทำแท้งแล้วล่ะก็ เชื่อว่าข่าวการพบซากศพทารกในช่วงปลายปี 2553 จำนวน 2,002 ราย ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า การไม่มีความพร้อมในการตั้งครรภ์ของสตรีในสังคมไทยเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญมากขึ้น

ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขปี 2554 พบว่า ผู้ป่วยที่ทำแท้งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและเยาวชนร้อยละ 53 มีสถานภาพเป็นนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 30 โดยการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมากกว่าร้อยละ 80 นี้ เป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

เช่นนี้แล้วการป้องกันการตั้งท้องไม่พึงประสงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความรู้แก่ทุกคนอย่างทั่วถึง แต่จะทำอย่างไรนั้น ในงานการประชุมนานาชาติ ครั้งที่ 2 เรื่อง "สุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย" นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ในรายที่มีความรับผิดชอบดูแลตนเองได้แล้ว ต้องสร้างความตระหนักว่า ควรมีลูกเมื่อ “พร้อม” ซึ่งคำว่า “พร้อม” ในที่นี้นอกจากเรื่องเงินทองแล้ว ยังต้องดูในเรื่องของความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรหลานของตนเอง ต้องมีเวลาอบรมสั่งสอน ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กตั้งแต่ยังเล็ก

“แต่ปัจจุบันปัญหาในเรื่องของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม พบได้ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น เยาวชน และวัยทำงาน ซึ่งตัวเลขที่แน่นอนของการทำแท้งที่แน่ชัดไม่มีใครรู้ แต่คาดว่าในประเทศไทยน่าจะมีการทำแท้งปีละประมาณ 2-3 แสนคน และจากการเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลบางส่วนที่เข้าร่วมในการเฝ้าระวังการทำแท้งไม่ปลอดภัยพบว่า ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ทำแท้งมีอายุต่ำกว่า 15 ปี และอีกประมาณร้อยละ 50 มีอายุเฉลี่ยที่ 25 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และปัญหาในเรื่องของการยุติการตั้งครรภ์ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มวัย

ทีนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว การแก้ปัญหาก็ควรจะต้องเปิดอกคุยกัน ไม่ใช่กล่าวโทษหรือตำหนิเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าเด็กที่ท้องไม่พร้อม คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป สื่อเองเปิดเผยและเข้าถึงง่ายขึ้น เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงหรืออบรมลูก เด็กก็ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อไม่มีที่ปรึกษา พอออกมาในสังคมก็ตามเพื่อนหรือหลงไปตามวัตถุ” คุณหมอกล่าว

และเมื่อลงลึกไปถึงปัญหาท้องวัยรุ่น คุณหมอกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดความรู้ในการคุมกำเนิด เข้าใจผิดคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์แค่ครั้งเดียวไม่น่าจะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งนั้น มาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

“การแก้ปัญหานี้ต้องยอมรับว่า การจัดการเรียนการสอนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ กระบวนการนี้จึงต้องเร่งพัฒนาการเรียนการสอนในระบบการศึกษาให้ทันสังคม ครูผู้สอนต้องสอนเรื่องเพศได้ โดยเฉพาะเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ซึ่งหมายถึงการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย หรือสอนทักษะในการป้องกันตนเอง รู้จักบอกปัดปฏิเสธในการที่จะมีเพศสัมพันธ์ หรือถ้าเกิดต้องมีเพศสัมพันธ์แบบที่ปฏิเสธไม่ได้ จะทำอย่างไรที่จะเจรจาให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายผู้หญิงเองก็ต้องรู้จักใช้วิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม ไม่จำกัดตัวเองแค่การกินยาเม็ด หรือฉีดยาคุม ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งท้อง ควรมีความรู้ถึงทางเลือกในการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ อย่างการฝังตัวยาหรือการใส่ห่วงซึ่งสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี

กรณีสตรีหรือเด็กมีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือระบบการให้คำปรึกษา ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ตั้งท้อง เมื่อประสบปัญหาขึ้นมาแล้ว ทัศนคติของคนรอบข้างไม่มองว่าเด็กหรือผู้หญิงกลุ่มนั้นแย่ ซึ่งจะเป็นการไปซ้ำเติมเขา เพราะการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่จะเป็นคดีความหรือไม่เท่านั้น ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงการใช้บริการได้ ก็ต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง พัฒนาระบบการให้บริการที่เป็นมิตรกับผู้ประสบปัญหา จุดนี้ก็มีความพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นทั่วไปในโรงพยาบาลทุกแห่ง เป็นจุดที่อยากจะให้เด็กกล้าเดินเข้าปรึกษาเราในยามที่เขามีปัญหา เพื่อที่จะช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสม รวมถึงการจัดระบบบริการด้านสังคมขึ้นมารองรับให้พร้อม”

นพ.กิตติพงศ์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการต้องปรับเจตคติใหม่ ไม่มองผู้มาขอรับบริการในเชิงตำหนิหรือดูถูก แต่ควรต้องมีการพูดคุยกันว่า ท้องเพราะอะไร แล้วมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง หากต้องการยุติการตั้งครรภ์ การยุตินั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายอาญามาตรา 305 หรือไม่

“ปัจจุบัน ในโรงพยาบาลบางแห่งมีเครือข่ายท้องไม่พร้อมที่นางพยาบาลพยายามรวมตัวกันเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบปัญหา อีกทั้งยังมีบ้านพักฉุกเฉินรองรับในระหว่างรอคลอดและหลังคลอดกรณีไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กที่จะเกิดมา มีศูนย์ฝึกอาชีพที่ให้การศึกษาและช่วยฝึกอาชีพเพี่อทำงานเลี้ยงดูตนเองและบุตร ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทำแท้งได้ในที่สุด” คุณหมอกล่าว

 

 

เรื่องโดย ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ Team Content www.thaihealth.or.th

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ป้ายคำ(Tag)

ออกค่าย  หน้าขาวสไตล์เกาหลี  สิงโต นำโชค  อุณหภูมิสูง  จักรยาน  อวัยวะสำคัญของร่างกาย  พฤติกรรมแน่นิ่ง  รถสาธารณะ  ห้ามดื่มเหล้า  โครงการตู้เย็นข้างบ้าน  นายอำเภอต้นแบบ  สมองเด็ก  ข้าวบาร์เลย์  สสส. สุขภาพ สุขภาวะ สร้างสุข thaihealth สร้างสรรค์ พัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อสุขภาพ แนวทางสนับสนุนทุน มูลนิธินโยบายสุขภาวะ คนไทย  ธาราบำบัด  วิชุดา นฤวพัฒน์  อำเภอน้ำพอง  พระในบ้าน  กระทรวงท่องเที่ยว ทัวร์ รถตู้ รถบัส ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ รถ ผิดกฎหมาย‏  เมืองสื่อสร้างสรรค์  นักปั่น รุ่นเยาว์ ปัญญา การอ่าน เด็ก  โอคราท็อกซิน เอ  Hand Foot Mouth Disease  นวัตกรรมใหม่  แตงโม