ไขปริศนาธรรม : วันนี้เรามีความสุขแท้จริงแล้วหรือ?

โดย
| |
อ่าน : 6,131

บ่อยครั้งไป ที่คำถามนี้เกิดขึ้นในใจเสมอ เมื่อเวลาที่หันกลับมาคิดทบทวน ตรวจตรา ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เพราะความสุขและความทุกข์นั้นไม่ยั่งยืน เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แล้วจะต้องทำอย่างไร เราถึงจะมีความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ถือเป็นวันสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ “วันมาฆบูชา” วันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา วันที่พระพุทธเจ้ามอบหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาไว้ นับเป็นเวลา 2600 ปีบริบูรณ์ ความอัศจรรย์หนึ่งที่เกิดขึ้นคือ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์กำเนิดเป็นธรรมนูญแห่งพระพุทธศาสนาไว้ ด้วยใจความอย่างเรียบง่าย ดังที่ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" อันเป็นแนวทางปฏิบัติของชาวพุทธสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การบำเพ็ญบุญในวันนี้จึงเป็นการแสดงความรักและความกตัญญูต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่เพียงเป็นแค่การบูชาด้วยสิ่งของแต่เป็นพุทธบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมนั่นเอง

การฟังเทศน์ฟังธรรม เป็นการบำเพ็ญบุญวิธีหนึ่งที่ทำให้เราระลึกถึงพระพุทธคุณได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ เป็นการสร้างบุญให้ตนเอง สร้างปัญญา ความรู้ อันนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามวิถีพุทธ ดังเช่นการฟังเทศน์ในงาน “มีเทศน์ มีทอล์ค 2” ตอน อยู่เย็น เป็นสุข จึงขอนำบุญทางปัญญาที่ได้มาแบ่งปันเพื่อให้ทุกท่านมีความเข้าใจถึงแก่นแท้ของการมีความสุขที่ยั่งยืน

พระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) แสดงธรรมเทศนาเรื่องการที่เราคนไทยจะมีความสุขแบบยั่งยืนได้อย่างไร ให้ฟังว่า

เมื่อปลายปีที่แล้วมีผลสำรวจจากสำนักโพลระดับโลก ถามคน 148 ประเทศทั่วโลก ว่าคนมีความสุขแค่ไหน เพื่อจัดลำดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่เมื่อก่อนนั้นการจัดลำดับจะใช้วิธีรวมเอาค่าจีดีพี หรือค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศว่าสูงเท่าไร โดยวัดจากการได้เงินเดือนเฉลี่ยเท่าไร มีรายจ่ายเท่าไร สัปดาห์หนึ่งทำงานกี่ชั่วโมง ซึ่งจัดลำดับด้วยวิธีนี้ประเทศไทยจะอยู่รั้งท้ายตลอด แต่เมื่อปีที่แล้วเขาใช้วิธีจัดลำดับด้วยการถามคำถามด้านอารมณ์ 2 แบบ แบบที่ 1 ถามถึงอารมณ์เชิงลบ แบบที่ 2 ถามถึงอารมณ์เชิงบวก และถามแค่เมื่อวานที่ผ่านมา เช่น เมื่อวานเครียดหรือไม่    เมื่อวานเศร้าหรือไม่ เมื่อวานโกรธหรือไม่ เมื่อวานยิ้มหรือหัวเราะหรือไม่ เมื่อวานได้รับความเคารพจากคนทั่วไปดีหรือไม่ ผลจากการสำรวจคือ ประเทศไทยมีค่าความสุขสูงถึง ร้อยละ 83 เป็นประเทศที่มีความสุขอันดับหนึ่งในเอเชีย ท่านเชื่อหรือไม่

ค่าความสุขที่เกิดขึ้นนั้นจะน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อก็ตาม แต่อย่าลืมว่า เขาถามถึงเมื่อวาน แล้ววันก่อนหรือวันนี้ล่ะ มีค่าความสุขมากแค่ไหน ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าเรามีความสุข เราจะมีความสุขในลักษณะต่อเนื่องยั่งยืนได้หรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นใจเราก็มีความสุข พอต้องสูญเสียต้องพลัดพรากเราก็มีความทุกข์ อย่างนั้นใจเราก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามโชคชะตา หากเป็นเช่นนี้เราจะไม่มีสิทธิเลือกที่จะสุขหรือทุกข์เลย

“สุขและทุกข์มีอยู่คู่กับโลก แต่ละโลกแห่งหนตำบลไหน ก็สุขบ้างทุกข์บ้างพร่างกันไป กำลังใจให้เฝ้าไม่ต้องวาง”

พระพุทธเจ้าถูกถามว่า ท่านนี่หรือคือพุทธะ พระองค์ตอบว่า ใช่ ข้าพเจ้าเป็นพุทธะ ผู้ไม่มีกิเลส เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระองค์อธิบายเรื่องนี้เปรียบเทียบกับดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำไม่แปดเปื้อนน้ำฉันใด ดำรงอยู่ในโลกก็ไม่แปดเปื้อนกับโลกจมอยู่กับโลกฉันนั้น ชาวพุทธอยู่ในสังคมที่อาจจะถึงโคลนตม แต่ทำให้ไม่จมอยู่กับโคลนตมได้ด้วยการทำจิตใจดั่งดอกบัวโผล่พ้นน้ำเบิกบาน มีความสุขในทุกที่ทุกระดับ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ผู้มีปัญญา ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์จะไม่แสดง   อาการขึ้นๆ ลงๆ การมองโลกอย่างถูกต้องด้วยปัญญา เป็นอีกวิถีหนึ่งที่ชาวพุทธพึงกระทำ การมองโลกให้เห็นจริงมองเห็นปัญหาแต่ไม่จมอยู่กับปัญหา เรียกว่า มองโลกแบบสัจนิยม หมายถึงมองเห็นทุกข์รอบทิศทาง “อริยสัจ 4” ได้แก่ ทุกข์ คือมองเห็นปัญหาอย่างมีสติ, สมุทัย คือ ตระหนักในสาเหตุของปัญหานั้น, นิโรธ คือ ความหวังหรือศรัทธาที่จะแก้ปัญหาและมรรค คือ หนทางแห่งการแก้ปัญหา

นอกจากนั้นการมีปัญญาจะทำให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ตกเป็นทาสของสถานการณ์นั้น ไม่ว่าจะย่ำแย่เพียงใดก็ตาม เพราะปัญญาคือความรู้รอบรู้ลึกสามารถทำให้พ้นจากทุกข์นั้นได้ อย่างเช่นว่าจะไม่สามารถรักษาโรคที่ป่วยได้ แต่ก็ให้มันป่วยแค่กาย ใจเราไม่ได้ป่วยตาม “ยิ้มได้เมื่อภัยมาไม่โศกาเมื่อภัยมี”

ดังที่ ท่านพระพรหมบัณฑิต ได้แสดงธรรมเทศนาข้างต้น สรุปได้ว่า เพียงแค่เราทำจิตใจให้เหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำด้วยความศรัทธา เชื่อมั่นในสิ่งดีงามที่กระทำอยู่ เป็นผู้ตื่นด้วยสติ ผู้รู้ด้วยปัญญา และผู้เบิกบานเมื่อมีทุกข์ หากเราทำได้ครบทั้ง 4 ข้อ เชื่อมั่นเลยว่า ค่าความสุขของเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็จะเท่ากันไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความสุขที่แท้จริงไม่ฉาบฉวย ชั่วคราว และยั่งยืน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ธรรมะ คือสิ่งที่พึงกระทำ หากไม่ได้ลงมือกระทำแล้ว แม้จะเข้าใจรู้แจ้งมากแค่ไหนสิ่งนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นจริง

ขอพระธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนในวันนี้ สถิตอยู่ในใจของชาวพุทธคนไทยทุกท่าน มีจิตใจเหมือนดอกบัวที่เบิกบานท่ามกลางสถานการณ์ที่แม้จะไม่น่าอภิรมย์ก็ตาม ขออนุโมทนา สาธุธรรมค่ะ

 

 

เรื่องโดย : ฐาปน คำทา Team Content www.thaihealth.or.th

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม