อาหารเช้ามื้อสำคัญ บำรุงสมองวัยเรียน

โดย
| |
อ่าน : 7,006

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยสุขภาพวัยเรียนช่วงเปิดเทอม แนะผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญกับอาหารเช้าสำหรับลูก อาจเป็นเมนูอย่างง่าย แต่ได้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลาย อันจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและบำรุงสมอง

นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงความสำคัญของการเตรียมอาหารเช้าให้กับลูกว่า ช่วงเปิดเทอมหลายๆ ครอบครัวต่างเร่งรีบกันออกจากบ้าน จนไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าสำหรับลูก โดยคาดหวังให้ลูกไปซื้ออาหารที่จำหน่ายภายในโรงเรียน บางครอบครัวพ่อแม่อาจจะเตรียมอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารประเภทซีเรียลต่างๆ ที่ไม่ครบคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้น พ่อแม่อาจจะต้องเตรียมอาหาร เช่น ผลไม้ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการ และดูแลเอาใจใส่ให้เด็กได้รับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ เพราะเด็กวัยเรียนเป็นวัยที่ต้องการพลังงานและสารอาหารค่อนข้างสูง

ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของวัยเรียนโดยกรมอนามัย พบว่า เด็กวัยเรียน 6-11 ปี ร้อยละ 30 ไม่รับประทานอาหารเช้า และมีพฤติกรรมการไม่รับประทานอาหารเช้าเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะในนักเรียนหญิงอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 52 ไม่รับประทานอาหารเช้า  ทั้ง ๆ ที่การไม่รับประทานอาหารเช้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะส่งผลโดยตรงในด้านการพัฒนาการของเด็กในวัยเรียน และพัฒนาการด้านอารมณ์ สมอง และความจำ  

นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า อาหารเช้าจึงเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาระหว่างอาหารเย็นถึงเช้า  แม้จะเป็นช่วงที่นอนหลับพักผ่อน ร่างกายก็ยังคงเผาผลาญสารอาหารตามปกติ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง หากเด็กไม่กินอาหารเช้าเพิ่มเข้าไป ร่างกายจะไปดึงสารอาหารสะสมสำรองในยามจำเป็นมาใช้แทน  ทำให้ร่างกายมีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย ไม่มีสมาธิในการเรียน อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้ เนื่องจากสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

“เพื่อช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ผู้ปกครองจึงควรเตรียมอาหารเช้าที่เหมาะสมในแต่ละวัน และให้ลูกได้กินอาหารก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า ซึ่งอาหารเช้าที่ดีต้องประกอบด้วยอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีโปรตีนสูงพอควร โดยอาจจะเตรียมอาหารเช้าอย่างง่ายๆ เช่น อาหารจานเดียว ข้าวต้มหมู หรืออาจเป็นขนมปังแซนวิช พร้อมนมและผลไม้ เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ และหลากหลายเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอันจะช่วยเพิ่มพลังงาน เพิ่มความสามารถในเรื่องการมีสมาธิและการจดจำ ทำให้มีประสิทธิภาพการเรียนรู้และประกอบกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานตลอดทั้งวันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังให้เด็กได้รับพลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการ ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพของเด็กอีกด้วย” นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์  กล่าว

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า พ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ให้ลูกได้กินอาหารครบ ทั้ง 3 มื้อ โดยไม่ให้ขาดมื้อใดมื้อหนึ่งในแต่ละวัน เพื่อพัฒนาการที่ดีสมวัย พร้อมทั้งให้เด็กได้มีการ พักผ่อนอย่างเพียงพอ วันละประมาณ 8–12 ชั่วโมง อันจะส่งผลต่อการมีสมองที่ปลอดโปร่ง ทำให้เกิดประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่ดีควบคู่กับการมีสุขภาพที่แข็งแรงตามมาด้วย

 

 

ที่มา : สำนักงานเลขานุการกรมอนามัย

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การรับสมัครหรือเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ร่วมตอบแบบสอบถาม เรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพ -
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม