ขีดเส้นวัฏจักรชีวิตมนุษย์ 'การตาย' ออกแบบได้ด้วยตัวเอง

| |
อ่าน : 9,057

แม้ความตายจะเป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ดังคำที่ว่ามีเกิดก็ย่อมมีดับ ตามวัฏจักรของชีวิตก็ตาม แต่ในสังคมไทยย่อมที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่อง ความตาย" เพราะมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นเรื่องอัปมงคล

เช่นเดียวกับที่ว่าในชีวิตของเราย่อมผ่านการออกแบบงานต่างๆ มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงวันเกิด งานบวช งานแต่งงาน แต่น้อยคนนักที่จะออกแบบงานศพหรือออกแบบการตายของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า เพราะการตายดีไม่มีสูตรสำเร็จ การเรียนรู้จากบทเรียนของผู้จากไปจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเผชิญความตายอย่างสงบ

สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ เครือข่ายพุทธิกา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีด้านสุขภาพ จึงจัดเวทีเสวนาเรื่อง "การเผชิญความตายอย่างสงบ : เรียนรู้ผ่านการจากไปของสุภาพร พงศ์พฤกษ์" ณ ห้องสมุด 100 ปี เสม พริ้งพวงแก้ว และหอประวัติศาสตร์สุขภาพ อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ ผู้ร่วมบุกเบิกค้นคว้าหนทางแห่งการตายดีในสังคมไทย กล่าวว่า ผมรู้จักคุณสุภาพรผ่านการจัดสัมมนาวิชาการ โดยคุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ พบว่าตนเป็นมะเร็งเต้านม แต่แทนที่เธอจะกลายเป็นคนทุกข์ หดหู่กับชีวิต และรอวันตายอย่างผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อย เธอหันกลับมาสู่การฟื้นฟูชีวิตให้สมดุล สร้างสุขภาวะทางกายควบคู่กับการทำสมาธิภาวนา เล่นโยคะ ทำอาหารสุขภาพกินเอง และยังมีเวลาว่างไปช่วยเหลืองานสาธารณะได้ด้วย

หลังจากการเยียวยาตนเองทั้งกายและใจอย่างเข้มข้น ก้อนมะเร็งได้หดตัวลงจนดูเหมือนจะไร้พิษสง แม้กระนั้นเธอยังคงดำเนินชีวิตดังเดิม แต่ผ่านไปเพียง 6 ปี เธอก็พบว่า 'ก้อนมะเร็ง' ได้กลับมาเยือนใหม่ ครั้งนี้ก้อนมะเร็งได้ขยายตัวทีละน้อยๆ จนในที่สุดได้ปรากฏตัวสู่ภายนอก สุภาพรตระหนักดีว่ามะเร็งกายนั้นไม่อันตรายเท่ากับมะเร็งใจ มะเร็งนั้นไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวมะเร็ง และสาเหตุที่เรากลัวมะเร็งก็เพราะกลัวความตายนั่นเอง แต่เมื่อเรายอมรับความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พร้อมที่จะต้อนรับความตายทุกขณะ มะเร็งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

จากการไปเยี่ยมคุณสุภาพรที่บ้านแม้จะเป็นช่วงนาทีท้ายๆ ของชีวิต คุณสุภาพรก็ยังเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ ในช่วงระยะสุดท้ายคุณสุภาพรได้ใช้บ้านของตัวเองเป็นที่ดูแลสุขภาพ แม้ว่าความเจ็บปวดจะคุกคามแต่สุภาพรเลือกที่จะใช้สมาธิภาวนาในการรับมือกับทุกขเวทนา ผู้ที่มาเยี่ยมจึงอดแปลกใจไม่ได้ที่เธอนอกจากมีสติดีแล้วยังมีความร่าเริง และพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนๆ ทั้งๆ ที่มะเร็งลุกลามถึงขั้นที่สี่แล้ว แม้แต่แพทย์และพยาบาลก็ประหลาดใจที่เธอสามารถประคองกายและใจมาได้อย่างดีโดยแทบไม่ใช้ยาเลย เธอโชคดีที่มีแพทย์และพยาบาลที่เข้าใจความต้องการของเธอ และพยายามช่วยเหลือให้เธอจากไปอย่างสงบและเจ็บปวดน้อยที่สุดตามวิถีทางที่เธอเลือก

แม้สุดท้ายโรคมะเร็งจะคร่าชีวิตของเธอไป แต่สุภาพรพ่ายแพ้ก็เฉพาะกับมะเร็งทางกายเท่านั้น หากเธอประสบชัยชนะในการต่อสู้กับมะเร็งใจ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่สุภาพรเคยกล่าวว่า ก้อนมะเร็งหายไปหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับว่า เธอยังสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติเหมือนทุกวัน

ต้นแบบการเผชิญความตายอย่างสงบ

แม้การจากไปของคุณสุภาพรไม่ใช่รายแรกที่ออกแบบการตายที่ดีของตนเองได้ โดยหากเรายึดกรณีการเสียชีวิตที่ปลุกกระแสของคนไทยให้สนใจเกี่ยวกับการตาย ก็ต้องนับตั้งแต่การมรณภาพของท่านพุทธทาสภิกขุเป็นกรณีแรก ที่เรียกว่าการตายที่ดีมันควรเป็นอย่างไร ซึ่งในตอนท่านพุทธทาสได้มีการจดบันทึกเรียบเรียงขึ้นมาเป็นหนังสืออยู่ด้วยเหมือนกัน แต่เนื่องจากท่านเป็นพระภิกษุ วิถีของท่านก็จะเป็นทางพระภิกษุสงฆ์ไป แต่ในกรณีของคุณสุภาพร ก็ด้วยความที่ฆราวาสเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็ง และมีคนจำนวนมากที่ป่วยและกลัวการเป็นมะเร็ง แต่คุณสุภาพรสามารถดูแลตัวเอง มีการใช้ธรรมะและมีการเตรียมตัวในการจัดการเรื่องการตายเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เป็นกรณีศึกษาที่เหมาะสมที่เป็นต้นแบบเผยแพร่เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง

คนทุกคนสามารถออกแบบการตายได้ด้วยตัวเอง

คุณหมอโกมาตร บอกว่า คนที่กำหนดหรือออกแบบการตายได้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนมีการศึกษาหรือฐานะดี จากกรณีศึกษาที่เราเจอและทำรวบรวมไว้หลายๆ ราย ยกตัวอย่างเช่น การกลับมาตายที่บ้านของคนในชนบทก็มีจัดพิธีกรรม มีการชี้ทาง มีการสวดโพชฌงค์ มีการบายศรีสู่ขวัญ มีการเอาลูกหลานมาขอขมา ซึ่งเป็นกระบวนการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่ารูปแบบการแสดงอาจจะเป็นในแบบของครอบครัวชนบท ความเชื่อและวิธีปฏิบัติในแบบของชาวบ้านมันก็มีความหลากหลาย เรียกว่าการตายที่ดีมีรูปแบบที่เหมาะสมในทุกระดับชีวิต แต่ว่ามันไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ความเท่าเทียมในการออกแบบความตายมีเขียนในกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือไม่นั้น นพ.โกมาตร กล่าวว่า คิดว่าการออกแบบความตายถ้าในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคอยู่อย่างน้อยก็ 4 ประการคือ หนึ่ง ตัวระบบบริการสุขภาพของเราเองก็ยังไม่เอื้อที่จะให้ทีมแพทย์เข้าไปช่วยเหลืออย่างที่ควรจะเป็น สอง ทัศนะต่อความตายของคนในสังคมไทยก็ยังมีความหลากหลาย มองการตายเป็นอุปสรรคของการมีชีวิตอยู่ ต้องต่อสู้กันถึงนาทีสุดท้าย สาม เป็นเรื่องระบบวิธีคิดของแพทย์เองซึ่งการเรียนรู้ของแพทย์ส่วนมากก็จะเรียนรู้ผ่านศึกษาตามขั้นตอนของชีววิทยา แต่ก็ไม่ได้มองว่าวิธีการตายนั้นบทบาทของทีมแพทย์จะเสริมเข้าไปในการตายดีเนี่ยเป็นยังไง และประการที่สี่ การส่งเสริมในเรื่องของสิทธิของการเข้าถึง การตายดีจริงๆ มันมีกฎหมายรองรับแต่คนไทยอาจจะไม่รู้กว้างขวาง ถ้า 4 ข้อนี้ดำเนินการได้ดีการที่จะส่งเสริมให้เกิดการตายที่สงบจะไม่สร้างความลำบากทั้งตัวผู้ป่วยเองและทางตัวญาติของผู้ป่วย

ตายเพราะมะเร็งหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการตายอย่างสงบ ถึงที่สุดแล้วจะจากไปเพราะเหตุใดก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร และพร้อมเผชิญความตายอย่างมีสติแค่ไหน นี้ต่างหากคือบทเรียนสำคัญที่สุดจากชีวิตช่วงสุดท้ายของเธอ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่สุภาพรเคยกล่าวไว้

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม