'ล่องแก่งเก็บขยะ'คืนชีวิต‘ลำน้ำเข็ก’

โดย
| |
อ่าน : 2,709

สำนึกชุมชนที่รอไม่ได้!!

 

 

          "แต่ก่อนเวลามีนักท่องเที่ยวมาล่องแก่งแล้วบางคนก็ไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับบางคนพอเห็นขยะลอยติดอยู่เต็มไปหมดก็รู้สึกขยะแขยง รู้สึกว่าน้ำไม่สะอาด" อนันตชัย ผ่องใส นายท้ายเจ้าของประสบการณ์ 4 ปีบนสายน้ำเข็กของรองฤทธิ์ทัวร์ เล่าถึงสิ่งที่พบเห็นนับตั้งแต่ตัดสินใจเลิกไปขายแรงงานเมืองนอก กลับมาทำสวนยางและน้อยหน่าที่บ้านเกิด โดยมีอาชีพบังคับเรือยางล่องฝานแก่งเป็นอาชีพเสริมในช่วงเวลา 4 เดือนของฤดูกาลล่องแก่งในแต่ละปี

 

          แต่ภาพเก่าๆ เหล่านั้นได้เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากประธานชมรมรักษ์ลำน้ำเข็ก อย่าง ณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่เริ่มห่วงใยในสภาพความเสื่อมโทรมของสายน้ำที่เกิดขึ้น จึงเริ่มต้นจากกำลังที่พอจะมีอยู่ด้วยการเกณฑ์พนักงานในรีสอร์ทคราวละ 7 - 8 คน ออกเก็บขยะที่อยู่ในลำน้ำเข็ก ก่อนจะเริ่มขยายวงกว้างไปสู่โรงเรียนป่าไม้อุทิศและชุมชน

 

          จนในที่สุดได้ก่อตั้งขึ้นเป็นชมรมรักษ์น้ำเข็ก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 มีเป้าหมายหลักในการอนุรักษ์ พัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพน้ำทั้งในน้ำตกแก่งซอง สกุโณทยาน ปอย และชุมชนโดยรอบ รวมทั้งลำน้ำเข็กซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่านให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะลำพังเพียงการเก็บขยะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

 

          "เวลาที่ผมเห็นลุงคนหนึ่งทิ้งอะไรสักอย่างลงในแม่น้ำ ก็จะบอกเขาว่าถ้าหากเขาปล่อยสารเคมีลงในแม่น้ำ วันนี้มันอาจลอยผ่านลุงไป แต่น้ำที่ไหลไปพร้อมกับสารเคมีนี้ก็จะไปถึงลูกลุง ที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย เพราะน้ำในน้ำเข็กจะไหลไปลงแม่น้ำน่านแล้วก็ไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด" ประธานชมรมรักษ์น้ำเข็กบอกเล่า

 

          ไม่ใช่เพียงเพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของรีสอร์ทซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งหากแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมเขาก็คือหนึ่งในผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้น ที่ทำให้คนต่างถิ่นผู้นี้ลุกขึ้นมาปลุกจิตสำนึกของชุมชนท้องถิ่น แต่เป็นเพราะนี่คือแผ่นดินที่ทำให้คนคนหนึ่งที่แพทย์ลงความเห็นว่าจะต้องเป็นอัมพาตตลอดชีวิต กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งโดยได้พึ่งพาอาศัยที่ดินริมล้ำน้ำเข็กแห่งนี้เป็นที่ทำมาหากินมากว่า 17 ปีด้วย

 

          เพราะความพยายามตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อชมรมรักษ์น้ำเข็กยื่นขอเงินสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง ภายใต้การสนับสนุนของแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วยงบประมาณที่น้อยกว่าโครงการอื่นๆ โครงการอนุรักษ์น้ำเข็กจึงได้รับการอนุมัติไม่ยากเย็น ก่อนจะเป็นที่มาของ "กิจกรรมล่องแก่งเก็บขยะ" ซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นปีที่ 2

 

          และความพยายามที่ว่านั้นยังทำให้วันนี้ใครที่มาสนุกสนานกับการล่องแก่งไปบนสายน้ำเชี่ยวกรากของลำน้ำเข็ก แทบจะไม่มีขยะให้พบเห็นตามต้นไม้สองข้างทาง จะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็ในช่วงวังน้ำที่น้ำหยุดนิ่งเท่านั้น และก่อนหน้าที่จะถึงวันจัดกิจกรรมผู้ประกอบการล่องแก่งแต่ละราย ได้ร่วมกันเก็บขยะในลำน้ำเข็กมาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หลังจากน้ำมีปริมาณมากพอจะล่องเรือได้ นั่นจึงทำให้เรือแต่ละลำได้เข้าร่วมกิจกรรมล่องแก่งเก็บขยะที่เกิดขึ้นในปีนี้เก็บขยะได้ปริมาณไม่มากนัก

 

          "เท่าที่ผมเห็นวันนี้ขยะในลำน้ำเข็กลดลงกว่าร้อยละ 60 - 70 แต่คนเรือบอกว่าลดลงกว่าร้อยละ 80 แล้ว ซึ่งนี่น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกให้รู้ว่าคุณภาพน้ำในลำน้ำเข็กจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ" ประธานชมรมรักษ์น้ำเข็กกล่าวด้วยความยินดี

 

          แต่จะมีแค่ชมรมรักษ์น้ำเข็กและผู้ประกอบการในท้องถิ่นร่วมกันอย่างเดียวคงไม่พอ นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษให้กับสถานที่ท่องเที่ยวเองก็ควรจะมีจิตสำนึกที่ดีด้วย เพราะขยะที่เกิดจากนักท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพวกที่มักมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเพิ่มสีสันในการเดินทาง เพราะหลายครั้งที่อาสาสมัครเก็บขยะในแม่น้ำต้องถูกแก้วบาด

 

          เช่นเดียวกับชุมชนที่อาศัยทำมาหากินอยู่ริมแม่น้ำที่มักง่าย ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำโดยไม่มีการบำบัด จนทำให้น้ำในลำน้ำเข็กมีประโยชน์เพียงแค่การคมนาคมในฤดูแล้ง แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหา

 

          "เมื่อสัก 25 ปีก่อนถ้าฝนตกลงมาเพียงแค่อาทิตย์เดียว น้ำในแม่น้ำก็จะกลับมาใส แต่เดี๋ยวนี้ต้องใช้เวลา 4 - 5 เดือน เพราะมีการตัดไม้ในพื้นที่ต้นน้ำ จึงเป็นที่มาของการอนุรักษ์ต้นน้ำ เพราะเรารู้ดีว่าปลายน้ำจะเป็นอย่างไรหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป" นรินทร์ เตชะพันธ์รัตนกุล กำนัน ต.แก่งโสภา ให้เหตุผล

 

          ความร่วมมือในการอนุรักษ์ลำน้ำเข็กที่เกิดขึ้นในวันนี้ ด้วยจิตสำนึกของคนส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเขตที่เรียกได้ว่าเป็นต้นน้ำ อาจยังไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด แต่นี่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่นๆ ที่มัวคิด พูด แต่ยังไม่ยอมลงมือทำ

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

update 29-06-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

 

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

- กังหันน้ำ "คีรีวง" พลังชุมชนพึ่งตนเอง

- ไฟฟ้าพลังน้ำให้ชีวิตใหม่ชาวตองเหลือง

- สสส.หนุน กลุ่มฮักบ่อเกลือดูแลป่ารักษาธรรมชาติ

- มัคคุเทศก์ชุมชน เยาวชนบ้านฮ่องอ้อ

- รวมพลังชุมชนคนริม มูนสร้าง วังปลา

 

 

 

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม