เลิกความรุนแรง สร้างสุขในบ้าน

โดย
| |
อ่าน : 2,785

เริ่มจากพ่อแม่เป็นภูมิคุ้มกัน

 

               มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก จัดทำโครงการรณรงค์ smart family ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันเพื่อลดความรุนแรงในครอบครัว นำเสนอความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างครอบครัวให้เป็นสุข เปิดให้ผู้สนใจติดต่อสอบถาม โทร.0-2412-0738, 0-2412-9834 หรือทางเว็บไซต์ www.thaichildrights.org

 

               นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า หากจะสร้างภูมิคุ้ม กันที่ดีไม่ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวต้องเริ่มที่พ่อแม่ เพราะภูมิคุ้มกันแบบแรกมาจากชีวิตคู่ของพ่อกับแม่ เด็กทุกคนจะรู้สึกภูมิใจมั่นคงทางจิตใจ ถ้าเขาอยู่ในครอบครัวที่พ่อกับแม่มีความรัก ความผูกพันต่อกัน เด็กจะสูญเสียความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ และความมั่นคงทางอารมณ์ ถ้าเกิดเขารู้สึกว่าอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันประจำ ต่างคนต่างไป พ่อแม่จะเป็นผู้ที่สร้างความมั่นใจ ความมั่นคงทางอารมณ์ให้กับลูกโดยตรง

 

               แนวคิดที่สำคัญเมื่อเรามีลูก อันดับแรก เราต้องมองชีวิตเราเองด้วยว่าเราสองคนมีอะไรก็พูดคุยกันได้ เห็นอกเห็นใจกัน อย่าไปเอาความเครียดมาเป็นเรื่อง สังคมยิ่งเครียดครอบครัวยิ่งมีปัญหา ช่วงที่เรากลับบ้านเป็นช่วงที่เรามีความเครียดสูงสุด เพราะสะสมความเครียดมาตลอดทั้งวัน ถ้าเราไม่ตระหนักในเรื่องนี้และหาทางออกที่ดี โดยมากครอบครัวจะเป็นที่ระบายความเครียด เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ครอบครัวไม่อบอุ่น เด็กจะสูญเสียภูมิคุ้มกันและขาดความมั่นคง ตัวนี้ถือเป็นภูมิคุ้มกันขั้นที่หนึ่ง

 

               ปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวล่มสลาย คือปัจจัยภายนอกและภายในครอบครัว ปัจจัยภายนอกมีผลต่อครอบครัวในทางลบ ด้วยการที่พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดย้ายเข้ามาทำงานในเมือง ปี 2550 มีประชากรในเมืองเท่ากับในชนบท และตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาเรามีประชากรมากที่สุด วัดจากตัวเลขที่การมาอยู่จริงไม่ได้วัดจากทะเบียนบ้าน

 

               จะเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ ประมาณร้อยละ 40 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ย่าตายาย นี่คือตัวอย่างที่ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมทำให้สภาพครอบครัวอ่อนแอลง ในเมืองเองพ่อแม่ก็ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาให้ครอบครัว และน้อยคนที่แม่จะดูแลลูกเอง

 

ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ครอบครัวมีปัญหา เช่น ความกดดันทางเศรษฐกิจ อบาย มุขที่มีผลต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัวมีมากขึ้น นับว่าเป็นปัจจัยภายนอกซึ่งมีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อครอบครัว จะเห็นได้ชัดเจนในระยะหลัง

 

               ถ้าครอบครัวไม่แน่น เมื่อลูกเป็นวัยรุ่นจะค้นหาตัวเอง สัมพันธภาพ และความรักจากนอกครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวโยงไปสู่ปัญหาว่าเด็กจะมีความรักเร็ว มีเพศสัมพันธ์เร็ว มีครอบครัวเร็ว แน่นอนว่าครอบครัวของวัยรุ่นที่ไม่ได้เกิดจากความมั่นคงด้านจิตใจจะรักกันง่าย เลิกกันง่าย คนส่วนใหญ่เห็นสภาวะภูมิคุ้ม กันในครอบครัวอ่อนแอลง สิ่งกดดันครอบครัวก็มากขึ้น เป็นปัญหาทำให้ครอบครัวล่มสลายในที่สุด

 

               การเรียนรู้ชีวิตครอบครัวทำได้ในหลายระดับ ง่ายๆ ตั้งแต่วัยรุ่นเรียนรู้ทักษะชีวิต เพศศึกษา เข้าใจเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ ธรรมชาติของวัยรุ่นจะสนใจเรื่องเพื่อนต่างเพศ มีความรู้สึก มีความสนใจทางเพศ จังหวะนี้เป็นโอกาสที่ดี เพราะว่าถ้าจัดการเรียนรู้ที่ดีเด็กจะสนใจ จะรับรู้เรียนรู้ได้ เช่น เรื่องเพศเริ่มต้นตั้งแต่คุณค่าของคนเรา

 

               กระแสโฆษณามองคุณค่าของเพศหญิง เพศชายที่รูปลักษณ์ ซึ่งเด็กเสพสื่อพวกนี้ทุกวัน มีผลกระทบต่อค่านิยม เราต้องให้เด็กเรียนรู้ว่าคุณค่าของคนเราไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก อยู่ที่ภายใน การที่เรารักเพื่อน รับผิดชอบต่อพ่อแม่ ต่อครอบครัว เป็นค่านิยมที่ควรปลูกฝัง

 

               เคยมีเด็กมหาวิทยาลัยตั้งคำถามเรื่องเพศที่ผ่านการปฏิบัติมาแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเด็กไม่เคยได้รับการปูพื้นฐานเรื่องความรัก สัมพันธภาพมาก่อน เด็กไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ในระบบการศึกษาปกติ เด็กต้องเรียนรู้ในแหล่งที่ถูก ขณะนี้เข้าใจว่าผู้มีบทบาทสำคัญไม่ใช่กระทรวงศึกษา ธิการ แต่เป็นสำนักพิมพ์ ที่พิมพ์เรื่องเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่น ซึ่งให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นที่ดี เพราะเรื่องพวกนี้พ่อแม่คุยกับลูกวัยรุ่นไม่ค่อยได้ เพราะวัยรุ่นไม่ค่อยอยากให้พ่อแม่มาสั่งสอน ส่วนใหญ่การเป็นแบบอย่างที่ดี เล่าประสบการณ์ให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกมีประสบการณ์ทางอ้อมจากพ่อแม่

 

               ตัวทำนายเรื่องความรุนแรงในครอบครัวที่แม่นยำที่สุดคือ คนในครอบครัวเคยผ่านความรุนแรงในครอบครัวมาก่อน ปัจจัยนี้เป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ป้องกัน เพราะความรุนแรงในครอบครัววันนี้จะสร้างความรุนแรงในครอบครัวในวันหน้าที่รุนแรงขึ้น ตัวที่สองคือ เหล้า ยาเสพติด ตัวที่สามคือ ความเครียด คนไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรก็ระเบิดอารมณ์กับคนที่อ่อนแอกว่า กับภรรยาและลูก

 

               สามตัวนี้เป็นตัวทำนายความรุนแรงในครอบครัวได้มากที่สุด สื่อเป็นตัวเสริมให้กับเด็ก เด็กที่ผ่านชีวิตครอบครัวที่ไม่มั่นคงมาแล้ว การที่เขาเห็นสื่อที่มีความรุนแรง ทำให้เด็กที่เปราะบางรู้สึกว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่ทำได้ ในด้านสื่อนี้เกิดกลไกการเรียนรู้เรื่องความรุนแรงในสื่อ 3 อย่าง คือ อันแรก เป็นแบบอย่างวิธีแก้ปัญหาที่ดี ที่ไหนก็แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ สอง ลดการยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้จัก ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สาม ทำให้เกิดลักษณะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นเรื่องที่เราทำได้ไม่ผิด ชินชากับมัน

 

               ในสังคมที่เรามีเมล็ดพืชของความรุนแรง การมีสื่อก็เหมือนการรดน้ำพรวนดิน เวลาแก้ต้องแก้หลายๆ จุดพร้อมกัน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจึงจะลดลง

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

 

 

 

update 17-02-53

 

อัพเดทเนื้อหาโดย: อารยา สิงห์สวัสดิ์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม