เด็กไทยเสี่ยงภัยถาวรจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม

โดย
| |
อ่าน : 2,921

 

เด็กไทยเสี่ยงภัยถาวรจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม

 

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบเด็กที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมีสารตะกั่วในเลือดสูงถึงขั้นอันตราย และมูลนิธิบูรณะนิเวศนำเสนองานวิจัยยืนยัน สารพิษในสิ่งแวดล้อมส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของเด็กผิดปกติอย่างถาวร

สืบเนื่องจากกรณีทารกวัย8เดือน ซึ่งเติบโตในโรงงานคัดแยกขยะอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยอาการชักจากพิษสารตะกั่ว โดยมีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง17เท่า ศูนย์วิจัยฯ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของเด็กเล็ก165คน ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงโรงงานดังกล่าว พบเด็กผู้ชาย1ใน2มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน(50ใน86คน หรือ ร้อยละ58.1)และเด็กผู้หญิง1ใน3มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน(24ใน79คน หรือ ร้อยละ30.4)ทั้งนี้ ค่ามาตรฐานของตะกั่วในเลือดที่ยอมรับได้ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยแน่นอน คือ10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl)

แพทย์สันนิษฐานว่าสารตะกั่วจากโรงงานฟุ้งกระจายตามลม ตกสู่ดินและแหล่งน้ำ จนเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารโดยเด็กผู้ชายมีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเด็กผู้หญิงอาจเกิดจากพฤติกรรมการเล่นของเด็กผู้ชายที่สัมผัสกับฝุ่นและดินมากกว่า

“การได้รับสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานจะทำให้ระดับไอคิวในเด็กลดลง และยังทำให้ระบบประสาทผิดปกติ เกิดภาวะสมาธิสั้น ความสามารถในการเรียนรู้ผิดปกติ” รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ รพ. รามาธิบดี กล่าว“กรณีสมุทรสาครเป็นตัวอย่างว่าผู้ประกอบการทำไม่ถูกแม้โรงงานจะถูกสั่งปิด แต่เด็กจะโง่ไปอีกนาน ไม่มีการชดเชยและยังมีโรงงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก”

“การตรวจคัดกรองปริมาณตะกั่วในเลือดเด็กควรบรรจุในการตรวจสุขภาพประจำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่อาศัยในพื้นที่อุตสาหกรรม” รศ.นพ. อดิศักดิ์ กล่าวเสริม “อาจตรวจเมื่อเด็กเข้ารับวัคซีนเมื่อครบ1ขวบและ5ขวบ และควรพิจารณาว่าภาคเอกชนจะร่วมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้อย่างไร”

ผลงานวิจัยด้านประสาทพิษวิทยาที่เพิ่มขึ้นในยุคหลัง ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “บนทางแห่งภัย:เมื่อสารพิษคุกคามพัฒนาการเด็ก” จัดแปลเป็นไทยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังชี้ชัดว่า“ค่ามาตรฐาน” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากเด็กและทารกในครรภ์อยู่ระหว่างการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทอันอ่อนไหวต่อสารเคมีหลายชนิด

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยในสหรัฐฯ หลายฉบับ พบว่าการได้รับสารตะกั่วแม้ในปริมาณน้อย หากเกิดต่อทารกในครรภ์และเด็กเล็ก จะเกิดผลกระทบระยะยาว ซึ่งอาจปรากฏผลภายหลังเมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น เช่น ภาวะสมาธิสั้น ความสามารถยั้งคิดบกพร่อง หงุดหงิดง่าย และอาจถึงขั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว

“เป็นที่น่าตกใจว่าระดับตะกั่วในเลือดที่จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพคือศูนย์นั่นคือต้องไม่มีตะกั่วในเลือดเลยเด็กไทยจึงจะปลอดภัย” ดร. อาภา หวังเกียรติ รองคณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว “ถึงเวลาจริงๆแล้วที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เด็กไทยจะใช้ชีวิตและร่างกายเป็นเครื่องทดสอบสารพิษจนสังคมไทยเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องของสมองมากเหมือนสหรัฐอเมริกา”

ค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสารปรอทลดลงเช่นกันตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ.2515สหรัฐฯ กำหนดค่าความปลอดภัยของการได้รับสารปรอทไว้ที่34มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อวัน (mg/kg/วัน) โดยกำหนดจากปริมาณสารปรอทที่เป็นเหตุให้ทารกปัญญาอ่อนอย่างรุนแรงแต่กำเนิดต่อมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กที่ได้รับสารปรอทในปริมาณต่ำกว่าค่าความปลอดภัยดังกล่าว มีไอคิวต่ำ เริ่มพูดและเริ่มเดินช้ากว่าเด็กทั่วไป

          จนกระทั่งปัจจุบัน องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ กำหนดค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ของสารปรอทไว้เพียง0.85 mg/kg/วัน อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังคงพบทารกที่ได้รับสารปรอทไม่เกินค่ามาตรฐาน ที่แสดงความบกพร่องทางภาษา ความจำ และสมาธิทั้งนี้ ปรอทเป็นโลหะหนักที่พบในขยะอันตราย ปลาที่เติบโตในน้ำเสียอุตสาหกรรม การเผาไหม้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินเตาเผาขยะ เป็นต้น

งานวิจัยในยุคก่อนยังมีข้อจำกัดเนื่องจากอยู่บนสมมุติฐานว่ามนุษย์จะได้รับสารเคมีเพียงตัวเดียว เสมือนใช้ชีวิตอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ได้รับสารเคมีหลายชนิดพร้อมๆ กันจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรงยิ่งขึ้นแม้ได้รับสารเคมีแต่ละตัวในปริมาณที่ไม่เกินค่ามาตรฐาน

เด็กที่ด้อยสมรรถภาพในการเรียนรู้ จะประสบปัญหาในการพูด อ่าน เขียน คิดเลข ตั้งสมาธิ และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เผชิญอุปสรรคในการทำงาน งานวิจัยในสหรัฐฯ เมื่อพ.ศ.2548ประเมินว่าการสูญเสียความสามารถในผู้ใหญ่เนื่องจากได้รับสารปรอทในวัยเยาว์ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ8,700ล้านดอลล่าร์ หรือ2.6แสนล้านบาทต่อปี

“ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น” ดร.นพ. สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข“ผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดหรือได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็กซึ่งเป็นลูกหลานของเราและจะเป็นอนาคตของประเทศดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องดูแลคนกลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากมลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างดีที่สุด”

นอกเหนือจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยทางสังคมยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กแต่ปัจจุบัน มีงานวิจัยเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมส่งผลชัดเจนต่อความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองในเด็ก และที่สำคัญ สารพิษในสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้

“ความเชื่อผิดๆ ว่าเรายังสาเหตุของปัญหาไม่ได้ ทำให้เรายอมจำนนต่อปัญหา และบ่มเพาะพิษภัยที่นับวันจะร้ายแรงมากขึ้น” นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว “เราต้องการเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการชุดนี้สู่สาธารณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่ต้องการปกป้องสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการทำงาน”

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ astv ผู้จัดการ

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม