ไอเดียกู้วิกฤต! แปลง “พื้นที่รกร้าง” เป็นนาข้าว

| |
อ่าน : 3,652

 

แม้สังคมไทยในปัจจุบัน ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความแตกแยกทางความคิด และยังมองไม่เห็นทางออกที่เป็นรูปธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือ ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของปัจเจกชนและสังคมโดยตรงคือเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” ก็ยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง และยังไม่มียุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในระดับของท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของภาคการเกษตร ในหลายพื้นที่ มีการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการร่วมกันหาทางออกให้กับการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยชาวบ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไม่ต้องรอ  “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่” สนับสนุนโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดมีการเสวนาในประเด็นนโยบายสาธารณะเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน

นายโกเมศร์ ทองบุญชู ตัวแทนเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาเมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติหนักๆ หลายครั้งที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่คือเราไม่มีความมั่นคงทางด้านอาหารอย่างรุนแรง หลายแห่งไม่มีอาหารประทังชีวิต  ซึ่งจากหลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจึงทำให้พวกเราเครือข่ายได้ถอดบทเรียนร่วมกันและช่วยกันหาทางออกจากวิกฤติเรื่องอาหารที่เกิดขึ้น เราได้จัดทำโครงการฟื้นฟูนาร้างในพื้นที่ป่าครุควนเคร็งเพื่อปลูกข้าวพันธ์พื้นเมืองเก็บไว้เป็นเสบียงเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งจากการพูดคุยของพวกเราได้ทำให้เกิดแนวร่วมในการปลูกข้าวในพื้นที่ป่ารกร้างใน 3 จังหวัดด้วยกันคือ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเรามีเครือข่ายในการปลูกข้าวเพื่อใช้เก็บไว้เป็นเสบียงหลายหมื่นไร่ และเราได้ผลผลิตที่แปรรูปออกมาเป็นข้าวสารแล้วหลายหมื่นตัน ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ก็ได้นำไปแจกจ่ายหลายจังหวัดเมื่อเกิดภัยพิบัติด้วย

นายธาดา อำพิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยเก่า กล่าวว่า การเกษตรในพื้นที่เจอปัญหาในเรื่องการใช้สารเคมี เราต้องปิดห้องประชุมและตรวจสารพิษในตัวของชาวบ้านให้เขาเห็นว่าในเลือดของเขานั้นมีสารพิษที่เกิดขึ้นจากการทำการเกษตร เขาจึงเชื่อและมาหาทางออกร่วมกัน จึงทำให้เกิดหลากหลายโครงการที่เกี่ยวกับอาหารขึ้นในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ปัญหาภัยแล้ง เราจึงหาทางออกร่วมกันโดยการเปลี่ยนฤดูในการผลิตพืชผลทางการเกษตร และทำโครงการแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งหลังจากที่แก้ปัญหาเรื่องการเกษตรอย่างเป็นระบบแล้วก็ทำให้ไม่มีปัญหาอาหารขาดแคลนอีก โดยเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมใน 7 ตำบลของอุทัยธานี แต่ในอีก 50 ตำบลก็ยังมีข้าวไว้แจกจ่ายให้กับ 7 ตำบลที่เหลือด้วย

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ ตัวแทนจากสถาบันคลังสมองแห่งชาติกล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีหลากหลายสัญญาณเตือนภัยที่คุกคามในเรื่องอาหาร ไม่ว่าจะเป็นความไม่มีเสถียรภาพในเรื่องราคาอาหารในตลาด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และการขยายตัวของความเสื่อมโทรมในสภาพแวดล้อม

นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการผลิตอาหารของหลากหลายพื้นที่ยังถดถอยลงไปด้วยเพราะที่ดินในการผลิตพืชผลทางการเกษตรเสื่อมโทรมลง สิ่งที่สำคัญคือการทำงานวิจัยในภาคการเกษตรมีน้อยมาก เราจึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถทำงานวิจัยในพื้นที่ของตนเองได้ เพราะงานวิจัยจะทำให้เขารู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ตรงจุดได้

ด้าน น.ส.กิ่งกร นริทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม กล่าวว่า เราเคยประสบวิกฤติทางด้านอาหารมาแล้ว 3 ครั้ง ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ที่เมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรมีราคาสูงมาก แต่ปัจจุบันนี้เราก็กำลังจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางด้านอาหารอีก เพราะปัญหาหลายอย่าง อาทิในอีก 100 ปีข้างหน้า น้ำมันในโลกก็จะถูกนำมาใช้จนหมด ทำให้กระบวนการในการผลิตอาหารหยุดชะงักไปด้วย นอกจากนี้แล้วปัญหาในเรื่องการใช้สารเคมีทางการเกษตรยังส่งผลให้ผู้บริโภคกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ตรวจพบสารฆ่าแมลงในเลือด จำเป็นที่เราจะต้องเร่งสร้างความปลอดภัยทางอาหารให้เกิดขึ้น เพราะหากเราไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีมีคุณภาพได้ ก็จะกลายเป็นภัยพิบัติที่จะนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอาหารได้เช่นกัน

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ได้ขึ้นกล่าวแสดงทัศนะในเรื่อง “ความเป็นพลเมืองกับการกอบกู้อธิปไตยทางอาหารของสังคมไทย” ว่า ทุกวันนี้ทุกคนมุ่งเน้นความเป็นอธิปไตยในแง่มุมทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อธิปไตยในแง่มุมทางกายภาพซึ่งรวมถึงเรื่องของอาหารการกินนั้นกลับไม่มีใครพูดถึง ความเป็นเอกราชในเรื่องอาหารนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ world bank เคยสำรวจพันธ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทยพบว่ามีพันธ์ข้าวของประเทศไทยกือบแสนสายพันธ์ แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 40-50 สายพันธ์ และพันธ์ข้าวอีกหลายชนิดก็ตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ นั่นหมายถึงอธิปไตยทางเศรษฐกิจของเราที่สูญเสียไปแล้ว

สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดในตอนนี้คือ รูปแบบของการทำการเกษตรของเราเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ผลิตแค่พอกิน หรือแบ่งและแลกกันกิน แต่ปัจจุบันการผลิตอาหารของเราต้องเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มทุน และเป็นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม ทำให้คนผลิตอาหารของบ้านเราต้องกลายเป็นทาสทุน โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบ ‘คอนแท็คฟาร์มมิ่ง’ ที่เกษตรกรต้องมาแบกรับทุกอย่างด้วยตนเอง แต่นายทุนมีแต่ได้กำไร

 “ท่านมหาตมะคานธีกล่าวไว้ว่า การจะแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในประเทศ ไม่สามารถแก้ไขโดยการผลิตขนาดใหญ่ได้ แต่ต้องผลิตโดยคนส่วนใหญ่ การที่เราจะเรียกร้องอธิปไตยกลับคืนมาเราจึงควรจะเริ่มต้นจากอธิปไตยทางอาหาร เมื่อเราเริ่มต้นจากเรื่องของอาหารที่เป็นเอกราชและเป็นอธิปไตยของเรา เราก็สามารถสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้ เพราะถ้าเราไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเสียแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะมีอธิปไตยหรือเอกราชในเรื่องอื่นได้” น.ส.รสนากล่าว

 

 

ที่มา : เว็บไซต์ "ปันสุข" สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม

ป้ายคำ(Tag)

พฤติกรรมการอ่าน  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่การดำเนินงาน แนะนำองค์กร สร้างเสริมสุขภาพ ประชาชน สังคมไทย  โครงสร้างการพัฒนาประเทศ  ไนโตรเจน  สมาพันธ์นานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการศึกษา  สหทัยมูลนิธิ  โรคทางสุขภาพจิต  โคโรนาไวรัส 2012  การบริการสาธารณะ  เกณฑ์อายุ  มาราธอน  กองทุนแม่ของแผ่นดิน  คลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์เรืองแสง  ภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง  ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ  ทบทวน ชีวิต  ตำบลฟันดี  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth น้ำมันเลือกใช้ให้ปลอดภัย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงา น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย เครื่องปรุง การเลือกซื้อ ประกอบอาหาร บรรจุขวด ฉลาก น้ำมัน  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth มุมนมแม่ สายใยรักแห่งครอบครัว มูลนิธินมแม่แห่งประเทศไทย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สถานประกอบกิจการ  เปลี่ยนน้ำ