ภัยประชิดเด็กไทย อันตราย...โรงเรียนซ่อนอ้วน

โดย
| |
อ่าน : 7,717

ปัญหาโรคอ้วนเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยเด็ก ซึ่งสถานที่ใกล้ชิดมากที่สุดอย่างสถาบันการศึกษาบางแห่งกลับหยิบยื่นภัยร้ายที่คาดไม่ถึงต่อสุขภาพร่างกาย

ในเวทีการเรียนรู้ "ทราบแล้วเปลี่ยน...โรงเรียนซ่อนอ้วน" จากงานเปิดเวที "สานงาน เสริมพลัง ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่" ที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากโรคอ้วนที่ทาง สสส.และภาคีได้ร่วมกันดำเนินงานด้านการจัดการเด็กอ้วนในโรงเรียน

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญโภชนาการ ผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัยและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย เผยว่า เด็กไทย 540,000 คน คือจำนวนเด็กอ้วนลงพุงในปัจจุบัน จากที่ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเด็กไทยเป็นโรคผอมขาดสารอาหาร ต่อมาในปี 2544 มีจำนวนเด็กอ้วนมากกว่าเด็กผอม 1.6 เท่า และในปี 2552 จำนวนเด็กอ้วนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เด็กอ้วนมีจำนวนมากกว่าเด็กผอมถึง 2.5 เท่า สัญญาณอันตรายจากโรคอ้วนในเด็กก็คือ เด็กมีอาการซึม นอนกรน จากพันธุกรรมพบว่า เด็กที่มีพ่อแม่พี่น้องอ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคอ้วนได้ อย่างไรก็ดีในปัจจุบันเชื่อว่าโรคอ้วนเป็นผลจากพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อม เช่น การรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิต

ด้านการรับประทานอาหารของเด็กไทยพบว่า เด็กไม่ได้กินอาหารเช้าหรือกินอาหารเช้าที่ขาดคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมื้อกลางวันในโรงเรียนยังเป็นอาหารที่ด้อยคุณภาพ เด็กกินอิ่มแต่ไม่มีประโยชน์ อาหารมีพลังงานสูงมาก จำพวกของทอด ของหวาน ร้านค้าในโรงเรียนก็จำหน่ายอาหารว่าง ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม สิ่งเหล่านี้เป็นภัยร้ายก่อให้เกิดโรคอ้วน

โรคอ้วนในเด็ก สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ เช่น ไขมันในเลือดสูง ทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดแอลดีแอล (ไขมันชนิดไม่ดี) ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจมากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน หรือความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล, ความผิดปกติของกระดูกและข้อ เช่น กระดูกโค้งงอ ขาโก่ง เท้าแบน, โรคผิวหนัง เช่น เชื้อราที่ผิวหนัง ผิวหนังอักเสบติดเชื้อได้ง่าย, นอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ, โตก่อนวัย เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่าปกติ, ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีบุตรยากเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่, ตับอักเสบและถุงน้ำดีอักเสบ, ไม่มั่นใจในตนเอง อายเพราะถูกเพื่อนล้อ และอาจพบภาวะซึมเศร้าตามมาได้ รวมทั้งเด็กที่กินผักน้อยมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสูง

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า โรงเรียนที่จัดผักผลไม้ให้เด็กเป็นอาหารว่างมีเด็กอ้วนน้อยกว่า 30% ส่วนโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนทำกิจกรรมจากบริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบของหวาน จะมีเด็กอ้วนประมาณ 1.5 เท่าของโรงเรียนที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เพียงแค่ธุรกิจแต่โรงเรียนกำลังฆ่าเด็กโดยไม่รู้ตัว และโรงเรียนที่จำหน่ายน้ำอัดลมให้กับนักเรียนจะมีเด็กอ้วน 2 เท่าของโรงเรียนที่ไม่ได้ขาย ส่วนโรงเรียนที่ปฏิบัติกิจกรรมทางกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีเด็กอ้วนน้อยกว่า 20%

ปัญหาโภชนาการเป็นปัญหาของทุกคนที่ละเลยไม่ได้ โดยทุกคนต้องใส่ใจและแก้ปัญหานำพาเด็กไทยสู่โภชนาการสมวัย โรงเรียนวัดสวนส้ม จังหวัดสมุทรปราการ เป็น 1 ใน 200 โรงเรียนที่เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเข้าร่วมโครงการโภชนาการสมวัย ภายใต้การสนับสนุนของ สสส.และกรมอนามัย โภชนาการแห่งประเทศไทย ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารกลางวันที่มีพลังงานสูง และขนมหวาน เปลี่ยนจากอาหารราคา 13 บาท เป็น 18 บาท โดยแต่ละมื้อจะมีผลไม้มาแทนขนมหวาน ปรุงตามสัดส่วนโปรแกรมอาหารที่ทางโครงการมอบให้ รวมทั้งจัดอาหารว่างเป็นน้ำผักผลไม้ น้ำธัญพืช และปฏิเสธร้านอาหาร รถเข็นรอบโรงเรียนเพื่อสุขภาพโภชนาการเด็กที่สมวัย เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาเด็กไทยมีภาวะอ้วน

ที่สำคัญ นอกจากการแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็กแล้ว โรงเรียนแต่ละแห่งจำเป็นมีพื้นที่สุขภาวะไว้สำหรับเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนในโรงเรียนได้ใช้ประโยชน์ เกิดความผูกพันในการมีส่วนร่วม และเกิดจิตสำนึกใหม่ในการสร้างสุขภาวะที่ดี เพื่อปลูกฝังและสร้างความเข้มแข็งทางจิตและอารมณ์เรื่องการกินและการมีกิจกรรมทางกายของเด็ก ไม่ใช่เพียงแค่สนามเด็กเล่น ทุกส่วนในโรงเรียนสามารถเป็น health space ได้ทั้งหมด

ทุกวันนี้สถานการณ์ของการเป็นโรคอ้วนในกลุ่มเด็กยังคงอยู่ในอัตราที่สูง และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเด็กเป็นโรคอ้วนจึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนต้องช่วยแก้ไขให้การควบคุมป้องกัน ปรับเปลี่ยนทุกครอบครัว ทุกโรงเรียนในประเทศไทยให้เป็นโรงเรียนไม่ซ่อนอ้วน

อ้วนอันตรายลดง่ายๆ ด้วย 3 อ.

อาจารย์สง่ายังแนะนำว่า เด็กเล็กที่อ้วนจะเสี่ยงเป็นผู้ใหญ่อ้วน ร้อยละ 25-30 เด็กโตและวัยรุ่นที่อ้วนจะเสี่ยงเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 80 จึงควรแก้ไขให้เด็กมีกิจกรรมทางกายและโภชนาการที่สมวัย โดยยึดหลัก 3 อ. ได้แก่

1. อาหาร คือ ให้กินอาหารครบ 3 มื้อ ครบ 5 หมู่ ให้กินผักผลไม้ไม่หวาน และไม่กินข้าวหรือแป้งมาก ไม่กินหวาน มัน เค็ม และต้องไม่กินจุบจิบ

2. ออกกำลังกาย ต้องเผาผลาญเอาไขมันสะสมออกไป โดยออกกำลังกายลดน้ำหนัก ควรทำครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 5-6 ครั้ง

3. อารมณ์ ใครสามารถทำได้จะลดน้ำหนักได้ คือต้องมีแรงจูงใจ ความเชื่อมั่น มุมานะ อดทน และตั้งเป้าหมาย สกัด สะกด สะกิดให้ได้ว่าเจออะไรอร่อย หรือต้องคิดเสมอว่าเรากำลังลดน้ำหนัก ต้องมีสติตลอดเวลา ซึ่งการลดน้ำหนักเป็นคู่จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม