เสริม "สุข" ให้มหาวิทยาลัย...สู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศ

| |
อ่าน : 7,912

เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนในสังคมที่เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็น "องค์กรแห่งความสุข" หรือ "แฮปปี้ เวิร์กเพลส" (happy workplace) มาสักระยะ จนเมื่อทุกอย่างลงตัวและคิดก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า ซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้เดินแบบโดดเดี่ยว หากจับมือประสานร่วมเดินทั้ง 8 สถาบันนำร่อง

ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ผนึกกำลังร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้กลายเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งความสุข" ไว้ปั้นคนคุณภาพรับ aec แถมวางแผนไกลตั้งเป้าขยายผลครอบคลุม ให้มีมหาวิทยาลัยแห่งความสุขในทุกภาคภายในปี 2559 อีกด้วย

เสริม "สุข" ให้มหาวิทยาลัยครั้งนี้ มีที่มาเพราะว่ามหาวิทยาลัยคือ แหล่งพัฒนาทางปัญญาและอารมณ์ที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นแหล่งในการสร้างคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คนจึงกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และคนคุณภาพย่อมสะท้อนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขในการดำรงชีวิตและทำงาน โดยต้องมีรากฐานจากความสุขในการดำรงชีวิตและทำงาน รวมถึงสุขภาวะในองค์กร ซึ่งโครงการมหาวิทยาลัยแห่งความสุขสามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาไปอีกขั้นสู่ "องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศ" หรือ "healthy workplace" ที่จะกลายเป็นเรื่องท้าทายในอนาคต

"แผนงานการบูรณาการมหาวิทยาลัยแห่งความสุขสู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปสู่องค์กรภาวะแห่งประเทศไทย และนำไปสู่องค์กรที่เป็นเลิศทั้งทางปัญญาและความสุข เป็นเรื่องสำคัญที่มหาวิทยาลัยรวมถึงผู้บริหาร โดยเฉพาะเวที aec ในสิ้นปี 2558 ที่จะถึงนี้" ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหิดล กล่าวถึงเหตุของการจับมือร่วมพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยในอีกด้าน ณ วันนี้

ขณะที่ รศ.ดร.ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต หัวหน้าโครงการจับตาสถานการณ์ความสุขคนทำงานในประเทศไทยปี 2554-2557 และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจับประชากรและสังคม ม.มหิดล ให้ความหมายของมหาวิทยาลัยแห่งความสุขเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันไว้ว่า มหาวิทยาลัยแห่งความสุขเกิดจากบุคลากรทุกระดับต้องมีส่วนร่วม และมีความคิดสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกัน มีการทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นทีม มีการจัดการองค์ความรู้สู่ความสุขในการทำงาน ที่สำคัญผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับรวมถึง นิสิต นักศึกษา ร่วมกันรับรู้แนวคิด ปฏิบัติถ่ายทอด จนกลายเป็น "วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยแห่งความสุข"

"ซึ่งผลลัพธ์ของมหาวิทยาลัยแห่งความสุขอาจทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเอาระดับความสุขของบุคลากรในมหาวิทยาลัย มาเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในเกณฑ์เข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยโลกได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังติดต่อด้วยว่า จะพัฒนาการวัดต่อความสุขที่ไม่หยุดแค่การวัด แต่จะนำผลที่ดีที่ได้นี้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างไรบ้าง" รอง ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ระบุ

ทว่า การเดินทางไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งความสุขนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย รศ.ดร.ศิรินันท์ แสดงทัศนะพร้อมกล่าวต่อว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ และทาง ม.มหิดลเองก็มีความพร้อมในเรื่องเครื่องมือ กระบวนการ และกลไก ซึ่งโดดเด่นด้วยเครื่องมืดวัดความสุข "แฮปปิโนมิเตอร์"(happinometer) 9 มิติ ได้แก่ สุขภาพดี ผ่อนคลายดี, น้ำใจดี, จิตวิญญาณดี, ครอบครัวสดี, สังคมดี,ใฝ่รู้ดี สุขภาพเงินดี และการงานดี ที่ทางสถาบันวิจัยประชากรและสังคมคิด และพัฒนาจนเป็นโปรแกรมออนไลน์ ที่แต่ละสถาบันสามารถดาวน์โหลดนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้ว่าต้องการเป็นองค์กรแห่งความสุขแบบใด ซึ่งแฮปปิโนมิเตอร์นี้เองกลายเป็นจุดร่วมให้นักจัดการความสุข (ระดับรองอธิการบดี) นักสร้างสุข และคนในองค์กรมีจุดร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่องค์กรแห่งความสุข และกลายเป็นองค์กรสุขภาวะแห่งประเทศแบบที่ทุกคนพร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน

และหนทางการบูรณาการมหาวิทยาลัยแห่งความสุขสู่งองค์กรสุขภาวะแห่งประเทศ อันจะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศด้วยระบบการศึกษา รศ.ดร.ศิรินันท์ อธิบายไว้ว่า เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยแห่งความสุขต้นแบบทั้ง 8 สถาบัน 1.ทำการวัดความสุขเพื่อการพัฒนาด้วยเครื่องมือแฮปปิโนมิเตอร์ 2.พัฒนาศักยภาพนักสร้างสุข 3.ติดตามประเมินผลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 4.ทั้งหมดต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากร คณาจารย์ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อสู่การเป็นองค์การแห่งความสุข จากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งความสุขต้นแบบ จะเผยแพร่แนวคิดการพัฒนาคนและความสุขไปยังภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดผลกระทบสู่นักศึกษาอันจะนำไปสู่การปลูกฝังความคิดการสร้างสุขตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ จนกลายเป็นนวัตกรรมสร้างสุข จุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาประเทศ ด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขยั่งยืน

ด้าน นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส.กล่าวว่าพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของทั้ง 8 มหาวิทยาลัย ในการร่วมมือกันสร้างสุขให้แก่บุคคลากร และมุ่งสู่การเป็นองค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย และมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับผู้บริหารสูงสุดใน 8 ภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ก่อนขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยใกล้เคียงอีก 8  สถาบัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเพิ่มองค์กรสุขภาวะ ในประเภทมหาวิทยาลัยทุกภาคทั่วประเทศภายในปี 2559

"เรื่องแฮปปี้ เวิร์กเพลส สำหรับประเทศไทยเรามาไกลและมีศักยภาพในเรื่องนี้มากทีเดียว และอีกไม่นานจะระเบิดกลายเป็นแฮปปี้ ดีไซเนอร์ที่แต่ละองค์กรทุกประเภทในสังคมไทย จะหันมาดีไซน์องค์กรของตัวเองว่าต้องการเป็นองค์กรแห่งความสุขแบบไหน ซึ่งจะเป็นความสุขเอกลักษณ์ของแต่ละหน่วยงาน ที่จะทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศโดยที่มีความสุขได้ไปพร้อมกัน และเรื่ององค์กรแห่งความสุขนี้จะขยายแผ่ไปยังภูมิภาคอาเซียน และกลายเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยทั่วโลกกลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุขไปด้วย" นพ.ชาญวิทย์ ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม