คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนมิถุนายน 2564)

โดย kai

| |

อ่าน : 676

สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกคน
 

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในขณะนี้ วัคซีนดูเหมือนจะเป็นความหวังของคนทั่วโลกที่เจ็บป่วยกว่า 160 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 3 ล้านคน ประเทศไทยได้เริ่มฉีดวัคซีนตามลำดับความเสี่ยงของประชากร โดยมีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายประมาณร้อยละ 70 ของประชากรภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เกิดการฉีดวัคซีนให้คนไทยเป็นวงกว้างกว่า 50 ล้านคน ที่ย่อมมีความรู้ ความเข้าใจวัคซีนในระดับต่างกัน การจัดการสื่อสารให้ประชากรสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับวัคซีนจึงจำเป็น 

สสส. จึงได้จัดทำ "คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีน ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ โดยจัดทำในรูปแบบที่สื่อสารง่าย ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เพียงพอในการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน ตั้งแต่วัคซีนคืออะไร มีกี่อย่างกี่ประเภท ใครควรฉีด ใครควรยกเว้น ก่อนและหลักฉีดต้องทำอย่างไร

นี่เป็นหนึ่งในการสื่อสารสุขภาพที่ สสส. ได้ทำหน้าที่นี้มาตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา โดยมีหลักและกระบวนการสื่อสารสุขภาพแบบต่าง ๆ ที่จดหมายข่าวฉบับนี้ได้เล่าถึง

แต่ยังมีอีกเรื่องของการสื่อสารสุขภาพที่ยังไม่ได้ถูกเล่าสู่กันฟังมากนัก โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนา "ระบบสื่อ" ของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน "ระบบสุขภาพ" สำคัญ อาจนำมาซึ่งทุกขภาวะ หรือปัญหาสุขภาวะได้มากพอ ๆ กับเครื่องมือการสร้างเสริมสุขภาพ ตัวเอกได้เลยทีเดียว

พอดีเพิ่งได้อ่านการเล่าถึงกระบวนการจัดสรรทุนให้สื่อต่าง ๆ ผลิตงานที่ดีออกมาของกองทุนแห่งหนึ่ง ที่กระตกย้อนให้นึกถึงความเป็นมาของการพัฒนาระบบสื่อ ที่เริ่มจากการจัดสรรทุนเป็นหลักมาก่อน

กว่าสิบปีก่อนหน้านี้ สสส. ก็ได้ทำงานสนับสนุนการสื่อสารสุขภาพ โดยเปิดให้ทุนผลิตสื่อ (ที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าดี) แก่ภาคีสื่อสารต่าง ๆ ต่อเนื่องมาหลายต่อหลายปี

แต่สิ่งที่รับรู้ และเรียนรู้ต่อมาก็คือ บรรยากาศของการแข่งขันชิงการได้รับการสนับสนุนทุนที่เคร่งเครียด การโต้แย้งเรื่องแง่มุมความเหมาะสมของการกระจายทุน ซึ่งมีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับความต้องการ แถมเมื่อมีการผลิตสื่อที่ดีตามที่ได้รับการสนับสนุนไปอยู่บ้าง สื่อที่ผลิตเหล่านั้นก็ไม่สามารถนำออกเผยแพร่ในสื่อมวลชนหลักได้ (ในยุคที่สื่อใหม่ยังไม่ค่อยมี) อันแสดงถึง ปัญหาเชิงระบบของความขาดแคลนทุนสนับสนุนสื่อดี ๆ ให้ดำรงอยู่ สามารถผลิตสื่อที่ดีสู่ประชาชนโดยไม่ต้องขึ้นกับการสนับสนุนจากโฆษณาสินค้าแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งหลายครั้ง เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสื่อที่ดีแก่กลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น สื่อที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากต่อการเรียนรู้ มักจะขายสปอนเซอร์ไม่ค่อยได้ สินค้าที่ชวนเด็กบริโภคโดยตรงอย่างสินค้าอาหาร โดยเฉพาะขนมหวาน น้ำหวาน ไม่ได้ต้องการรายการที่มีเนื้อหาที่ดีต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็ก จึงไปโฆษณาในพวกการ์ตูนบันเทิงสนุก ๆ ดีกว่า

หลายปีจากการเรรียนรู้นั้น แผนงานด้านนี้เริ่มเบนเข็มมาทำงานเชิงรุกมากขึ้น การสนับสนุนสื่อก็ยังมีบ้างแต่ไม่ใช่ธงหลัก ที่เบนไปสู่การขับเคลื่อนภาพใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อศึกษาปัญหาเชิงระบบอันนำมาสู่การสื่อสารสังคม และผลักดันข้อเสนอนโยบายด้านสื่อที่จะแก้ปัญหาเชิงระบบสื่อของสังคมได้ ตัวอย่างเช่น ภาคีสื่อเด็กรวมตัวกันในการวิเคราะห์ และแก้ปัญหาระบบสื่อสำหรับเด็กมีการรวมพลังจัดเป็นสมัชชาระดับชาติ เกิดนโยบายสำคัญ ๆ เช่น การมีมติคณะรัฐมนตรีให้สื่อโทรทัศน์จัดสรรเวลาช่วงสี่ถึงหกโมงเย็นเป็นรายการสำหรับเด็กและครอบครัว การที่สื่อภาครัฐมีการจัดสรรคลื่นสีขาวสำหรับเด็กอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับภาคีสื่อทั่วไปสู่นโยบายจัดสรรคลื่น การเกิดสื่อสาธารณะที่ไม่ต้องขึ้นกับรัฐบาลและธุรกิจ การเกิดกองทุนสื่อมาสนับสนุนสื่อดีโดยตรง ฯลฯ ทำให้การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาครบวงจรรอบด้าน และมีความยั่งยืนมากขึ้น

ในยุคปัจจบัน ภูมิทัศน์ของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอีกมากมาย โจทย์ปัญหาและโอกาสใหม่ ๆ ผุดขึ้นอย่างท้าทายโดยตลอด ซึ่ง สสส. ได้เคยเสนอข้อวิเคราะห์สู่สังคมมาเป็นระยะ ๆ

จึงถือโอกาสนี้ เชิญชวนกันอีกครั้งครับ เราควรมาช่วยกันจับตา และสนับสนุนให้กลไกการพัฒนา "ระบบสื่อ" ต่าง ๆ ที่มีเพิ่มขึ้นมากมายเหล่านี้ รับโจทย์ใหม่ ๆ ความท้าทายแห่งยุคสมัย เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเชิงระบบของระบบสื่อไทยต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook