คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนธันวาคม 2563)

โดย kai

| |

อ่าน : 6,998

สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกคน
 

เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2020 ปีที่คนทั้งโลกต้องจดจำร่วมกันว่า "ไวรัส" ทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนทำได้คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง กลับมาตระหนักถึงคุณค่าการมีสุขภาพดี

ความหวังที่จะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 แม้จะเป็นความหวังของคนทั้งโลก แต่กว่าจะป้องกันโรคในประชากรไทยได้ทั่วถึงก็ยังต้องใช้เวลา สิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ทันทีและยังต้องทำควบคู่ไปแม้วัคซีนมีผลแล้ว คือการเปลี่ยนแปลงสุขอนามัยพื้นฐานที่ทำมาตลอดในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย ลดการสัมผัสอาหารและสิ่งของร่วม ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อมีต้นทุนไว้ต่อต้านโรคภัยหรืออาจเรียกว่า "วัคซีนสังคม" ที่ต้องใช้ควบคู่กับการฉีดวัคซีน

การมีสุขภาวะที่ดีนั้น เป้นเรื่องของทุกคน ไม่เกี่ยวกับเพศ วัย หรือสภาพร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะแบบใด ทุกคนย่อมต้องการเข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดี แต่ก็ยังพบว่า "คนพิการ" เป็นกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงการมีสุขภาวะที่ดี ด้วยข้อจำกัดของร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเป็นภาระ เพียงแต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่ออกแบบและคิดเผื่อสำหรับคนทุกกลุ่มวัย

ต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยมีคนพิการร้อยละ 3.08 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มของประเทศไทยกำลังเข้าสู่โครงสร้างของประชากรสูงวัย ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องการพึ่งพามากขึ้น และอาจจะเกิดความพิการขึ้นจากโรคภัย ทำให้ความต้องการในการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และความเข้าใจของคนในสังคม เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขไปพร้อมกัน

ยังพบอีกว่า มีคนพิการที่เรียนจบชั้นอุดมศึกษาร้อยละ 1.04 แม้ว่ารัฐบาลจะให้เด็กพิการเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี แต่ปัญหาอุปสรรคระหว่างทาง ทำให้โอกาสทางการศึกษาของกลุ่มนี้ตกหล่นไป ทำให้เด็กพิการส่วนใหญ่เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาประมาณหนึ่งล้านสองแสนกว่าคนเท่านั้น ในขณะที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาในปีที่ผ่านมา มีเพียงแค่สองหมื่นกว่าคน

หากจะสนับสนุนให้ผู้พิการมีศักยภาพช่วยเหลือตัวเองได้ ระบบก็ต้องเอื้อต่อคนพิการ เพื่อให้ออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะได้เหมือนคนทั่วไปโดยไม่เป็นภาระใคร สสส. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ ให้สามารถออกมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป เช่น การปรับอารยสถาปัตย์ในครัวเรือนและในพื้นที่สาธารณะ ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้เอื้อต่อคนพิการ หรือระดับชุมชนที่ต้องวางแผนในการดูแลอย่างชัดเจน เพื่อให้คนกลุ่มนี้เกิดความพร้อมที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนทั่วไป

ที่สำคัญ อย่าคิดว่าคนพิการเป็นคนอื่นไกล เพราะตัวเราเองทุกคนก็เข้าสู่ภาวะพิการได้ด้วยความเสื่อมของร่างกายตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือถ้าเราดูแลความเสี่ยงรอบตัวไม่ดีพอ หรือว่าประสบโชคร้ายขึ้นมาในนาทีใดนาทีหนึ่ง เราก็เป็นคนพิการได้ทันที

การมาร่วมสร้างสังคมที่เอื้อต่อคนพิการ ก็เสมือนสร้างสังคมที่มีหลักประกันสุขภาวะของตัวเราเองด้วย

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook