เตือนโจ๋สูบบุหรี่ระวังเสี่ยงหูตึง


พบสัมพันธ์กับปัญหาทางการได้ยินและเด็กที่แม่ดูดบุหรี่


 สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาว่าวัยรุ่นที่สูบบุหรี่หรือคนที่มีแม่เป็นคนสูบบุหรี่และสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงในการมีปัญหาทางการได้ยินและเข้าใจความหมายของเสียงที่มากกว่าคนปกติ


 ผลการวิจัยล่าสุดนี้ทำโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ มหาวิทยาลัยเยลซึ่งทำการทดสอบวัยรุ่นจำนวน 67 คนและพบว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ใน 2 ลักษณะดังกล่าวข้างต้นนั้นมีปัญหาในการตั้งสติฟังเสียงและตีความหมายของสิ่งที่ได้ยินเมื่อมีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจไป


 ทั้งนี้เมื่อนักวิจัยทำการสแกนสมองของผู้เข้าร่วมการวิจัยนี้ก็พบว่ากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่จะมีส่วนของสมองที่มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวและเกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณต่างๆ ในสมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


 โดยผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลนี้ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยาสารด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ชื่อ นิวไซเอนทิสต์ (new scientist) ผลการวิจัยระบุด้วยว่าเด็กวัยรุ่นที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ในขณะอยู่ในครรภ์มารดาจะมีเยื่อสีขาวในสมองดังกล่าวนี้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่หรือไม่สูบบุหรี่


 ทั้งนี้มีการวิจัยก่อนหน้านี้หนึ่งอันระบุว่าเด็กที่มีเยื่อสีขาวในสมองนี้มากเกินปกติจะมีปัญหาเกี่ยวกับการส่งสัญญาณและตีความหมายของเสียงในสมองเพราะว่าเยื่อสีขาวนี้เป็นส่วนสมองที่ไม่เชื่อมต่อกันกับสมองส่วนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด


 และนักวิจัยหลายคนก็เชื่อว่าการผลิตเยื่อสีขาวในสมองที่มากจนเกินไปมีสาเหตุมาจากสารเคมีในสมองที่เรียกว่า อซิติลคอไลน์ (acetylecholine) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นของสารนิโคตินจากควันบุหรี่นั่นเอง


 นอกจากนี้แล้วนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลยังทำการทดสอบกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอายุระหว่าง 13 ถึง 18 ปี ด้วยแบบทดสอบทางคอมพิวเตอร์ซึ่งให้เด็กฟังคำต่างๆ ในขณะที่นักวิจัยทำให้มีตัวดึงความสนใจผู้เข้าร่วมการทดลองด้วยการใส่ภาพหรือเสียงแบคกราวด์เข้าไป


 ผลกปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กผู้ชายและเป็นกลุ่มที่สัมผัสเกี่ยวข้องกับบุหรี่ทำแบบทดสอบได้ผล 77% ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือไม่ได้รับควันบุหรี่ในระหว่างมารดาตั้งครรภ์ทำแบบทดสอบเสียงนี้ได้มากถึง 85%


 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กหญิงและเป็นคนที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ในระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาทำแบบทดสอบได้ถูกต้อง 84% ในขณะที่เด็กหญิงซึ่งไม่ได้สูบบุหรี่หรือไม่ได้เคยถูกสัมผัสกับควันบุหรี่เมื่อเป็นทารกในครรภ์ทำแบบทดสอบได้ 90% นักวิจัยระบุว่านี่เป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ


 คุณเลสลี่ เจค๊อบเซน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า “เด็กที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่จะมีปัญหาเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งดึงความสนใจ และตรงนี่เองที่จะเป็นปัญหาเพราะอย่างในการเรียนในชั้นเรียนก็มักจะมีสิ่งดึงความสนใจอยู่แล้วเช่นเพื่อนที่ชอบพูดคุยเป็นต้น”


 ด้านคุณเดวิด แม็คอัลไพน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันหู ของมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับผลการวิจัยนี้ “ข้อเท็จจริงที่ว่าคนสูบบุหรี่จะมีการเปลี่ยนแปลงในสมองส่วนดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอาจมีความสามารถในการได้ยินหรือฟังน้อยลงไปกว่าปกติ”


 


 


ที่มา

ข้อมูลจาก : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th




update 04-01-51

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ