เตือน!ขาดไอโอดีนกระทบทุกวัย


หญิงแท้งง่าย ชายเซ็กส์เสื่อม เด็กพิการแต่กำเนิด

           

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานการประชุมประสบการณ์การควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนระดับนานาชาติ ที่ห้องประชุมกำธร กรมอนามัย ระบุว่า ปัจจุบันโรคขาดสารไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคนี้ โดยคิดว่าการขาดสารไอโอดีนจะทำให้เกิดอาการคอพอกเพียงอย่างเดียว หากใครไม่มีอาการคอพอก ก็แสดงว่าไม่ขาดสารไอโอดีนและคิดว่าเป็นเฉพาะในวัยเด็กเท่านั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่มีสารไอโอดีนมากนัก โดยหารู้ไม่ว่าไอโอดีนมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย สมอง และสติปัญญาของคนในทุกช่วงอายุ


           อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หากขาดสารไอโอดีนก็จะมีภาวะผิดปกติแตกต่างกันไป เช่น ช่วงทารกในครรภ์ถึงแรกคิด จะทำให้เกิดการแท้งหรือตายก่อนกำหนดได้ง่าย หรือหากไม่ตาย คลอดออกมาทารกก็จะพิการแต่กำเนิด คือ หูหนวก ขาแข็ง กระตุก ตาเหล่ รูปร่างแคระแกร็น และสติปัญญาเสื่อมจนถึงปัญญาอ่อน หรือที่เรียกว่าเป็นเอ๋อ ส่วนวัยเด็กถึงวัยรุ่นร่างกายจะเจริญเติบโตช้า สติปัญญาด้อยลงกว่าคนปกติและมีอาการคอพอก ขณะที่วัยผู้ใหญ่จะมีอาการคอพอก เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น สมรรถนะในการทำงานลดลง ร่างกายและจิตใจเสื่อมถอย หากเป็นเพศชายจะมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สำหรับผู้หญิงประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ


           โดยปกติร่างกายคนเราต้องการสารไอโอดีนรวมกันแล้วไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือเฉลี่ยแล้วในวันหนึ่งๆ แม้ว่าร่างกายต้องการสารไอโอดีนเพียงแค่ 150 ไมโครกรัมเท่านั้น แต่ก็ขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว เพราะร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ได้ สารไอโอดีนบางส่วนจะถูกนำไปใช้ในการสร้างฮอร์โมนสำหรับการเติบโตของร่างกายและสมอง ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกาย จึงจำเป็นต้องกินอาหารที่มีสารไอโอดีนทุกวัน


           "ในอดีตผู้ป่วยที่เป็นโรคขาดสารไอโอดีนจะพบมากในเขตพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลทะเล หรือแถบพื้นที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ขณะนี้พบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคกลาง ภาคใต้ หรือแม้แต่พื้นที่ติดชายทะเล รวมทั้งคนกรุงเทพฯ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดสารไอโอดีนเช่นกัน หากร่างกายไม่ได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอทุกวัน" นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว


           นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ มาตรการควบคุมที่กรมอนามัยได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องขณะนี้ คือการส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนมีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เป็นมาตรการหลัก และใช้อาหารเสริมไอโอดีนเป็นมาตรการเสริมอีกทางหนึ่งในการควบคุมและป้องกัน เพราะจากข้อมูลปี 2548 พบว่า มีความครอบคลุมเกลือเสริมไอโอดีในครัวเรือนเพียงร้อยละ 58.8 และมีเกลือเสริมไอโอดีนในครัวเรือนที่ได้คุณภาพมาตรฐานร้อยละ 54 เท่านั้น


           จากผลการสำรวจอนามัยโพล โดยกรมอนามัยร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อปี 2550 เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนในกลุ่มตัวอย่าง 630 คน พบว่า มีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนปรุงประกอบอาหารภายในครอบครัวร้อยละ 57.67 ดังนั้น การส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพปรุงอาหาร ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยลงได้


 


 


 




ที่มา : ไทยโพสต์

ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th


update 29-01-51

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ